อ่านข่าวกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าวาระ 3 รู้สึกเป็นห่วงประเทศชาติขึ้นทันที เพราะจุดอันตรายของกฎหมายนี้คือ ภาษีที่ดินว่างเปล่า กับ ภาษีบ้านหลังที่สอง เห็นเค้าลางโชคร้ายที่กำลังจะเกิดกับคนยากจนที่มีที่ดิน แต่ไม่มีเงินทุนเพียงพอ จำเป็นต้องขายที่ดินทิ้งเพื่อไม่ต้องจ่ายภาษี มิฉะนั้นก็ถูกองค์กรปกครองท้องถิ่นยึดไปขายให้เพื่อบีบเอาภาษี หากใช้กฎหมายนี้ไปสักระยะอาจจะบีบให้คนจนต้องขายที่ดินทิ้งทั้งหมด และที่ดินจะกลับไปอยู่ในมือคนรวยที่มีเงินลงทุนพัฒนาการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ถ้ารัฐบาลตั้งโจทย์มองประเทศไทยเฉพาะมุมการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก ถือว่าเป็นมุมมองที่ผิดพลาด การบริหารประเทศไม่ใช่การพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นหลักใหญ่ แต่ต้องคำนึงถึงการอยู่อย่างมีความสุขของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างภาพลวงตาไปวันๆ
ภาษีที่ดินว่างเปล่า
หลักการภาษีที่ดินว่างเปล่า ดูเหมือนจะดีมากเพราะตั้งเป้าให้ที่ดินถือครองในประเทศไทยจะต้องถูกใช้ประโยชน์ทุกตารางเมตรให้คุ้มค่า แต่คนร่างกฎหมายอาจไม่ได้คิดว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก สำหรับคนจนแล้วการทำเกษตรกรรมยังต้องกู้ ธกส. บางช่วงอาจยากจนหรือไม่พร้อม ก็ต้องเว้นการทำเกษตร แต่ภาษีนี้ต้องเสียและประเมินตรวจสอบเป็นรายปี ปีใดที่ต้องปล่อยทิ้งร้าง ก็ต้องเสียภาษีในอัตราสูงทั้งๆที่เป็นปีที่ประชาชนยากจน ธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) แต่ละแห่งแตกต่างกัน ยังไม่มีความพร้อมและต้องพัฒนากลไกอีกมาก การยื่นอำนาจริบที่ดินจากประชาชนให้แก่ อปท. เป็นดาบสองคมที่เสี่ยงทำให้คนยากคนจนที่ไม่มีปากเสียงถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างยิ่ง
ผลเสียของภาษีที่ดินว่างเปล่าที่จะเกิดขึ้น คือ หายนะทางสังคม คนเขียนกฎหมายอาจแย้งว่าไม่จริง เพราะที่ดินเกษตรกรรมเก็บภาษีถูกมาก แต่คนเขียนกฎหมายไม่ได้คิดว่า บางปีประชาชนไม่สามารถทำเกษตรกรรมเพราะไม่มีเงินทุน ต้องปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า และจุดนี้คือจุดเริ่มต้นหายนะของสังคมไทย
การออกกฎหมายภาษีที่ดินครั้งนี้ อาจจะทำให้เกิดพื้นที่เกษตรกรรมแปลงใหญ่นับหมื่นแสนไร่ เพราะคนจนยินดีใช้แรงงาน แต่ไม่อยากมีภาระทางการเงิน จึงจำเป็นต้องขายที่ดินออกไป นายทุนสามารถกว้านซื้อที่ดินเกษตรกรรมแปลงเล็กรวมกันเป็นแปลงใหญ่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศดูดี แต่เป็นความรวยของเศรษฐีไม่กี่คน ในขณะเดียวกันทำให้คนไทยตกเป็นทาสในแปลงเกษตรกรรมขนาดใหญ่ของนายทุนไปชั่วลูกชั่วหลาน
การคิดเรื่องภาษีที่ดินว่างเปล่าทำให้ฉุกคิดได้ว่า เป็นเพราะเหตุผลของกลุ่มบุคคลใดกันแน่ที่เดือดร้อนต้องการใช้ประโยชน์จากที่ดินของประเทศไทยที่กระจายอยู่ในมือของประชาชน การอ้างว่าทำกฎหมายเก็บภาษีเพื่อควบคุมคนรวยที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก แต่คนรวยเหล่านี้มีแค่หยิบมือเดียว กลับออกกฎหมายกระทบประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนจนกับคนชั้นกลางเดือดร้อนมากสุด การอ้างว่าลดความเหลื่อมล้ำแต่กลับเพิ่มความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้นมากกว่ายุคสมัยใด

ภาษีบ้านหลังที่สอง
บางคนมีบ้านนอกเมือง มาซื้อคอนโดในเมืองอยู่เพื่อทำงาน ต้องเสียภาษี ทั้งๆที่ราคาบ้านทุกหลังรวมคอนโดราคารวมเพียงไม่กี่ล้านบาท แต่รัฐบาลกลับบังคับให้ประชาชนมีบ้านเพียงหลังเดียวราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง คงมีคนจำนวนไม่มากที่สร้างซื้อบ้านในราคานี้ได้ และต้องมีรายได้สูงจึงจะสามารถเสียค่าใช้จ่ายดูแลบ้านได้ บางคนอาจมีบ้านชั้นเดียว 3 – 4 หลัง หลังหนึ่งไม่เกิน 1 ล้านบาท ค่อยๆซื้อสะสมไปเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในชีวิต กลับทำไม่ได้ ต้องจ่ายภาษีในอัตราเช่าพาณิชย์ บางคนได้ที่ดินตกทอดจากพ่อแม่กระจายอยู่ 2-3แห่งแต่ละแห่งล้วนมีขนาดเล็ก แต่ตนเองยังมีฐานะไม่มั่นคง เพิ่งเริ่มทำงาน บ้านก็ไม่มีใครเช่าเพราะสภาพไม่ดียังไม่ได้ปรับปรุง เจอกฎหมายนี้ ก็อาจต้องขายต่อ
จากประเทศไทยที่ประชาชนดำรงชีวิตด้วยความสงบสุข แม้จะมีรายได้เพียงเล็กน้อย ก็ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนหาเงินตลอดเวลาเพื่อมาจ่ายภาษี รัฐบาลสร้างรถไฟฟ้า ที่ดินราคาสูงขึ้น คอนโดราคาแพงขึ้น และกล่าวว่าประชาชนได้ประโยชน์ แต่เปล่าเลย คนที่ได้ประโยชน์คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพียงไม่กี่บริษัท ประชาชนยังอยู่ที่เดิม รายได้เท่าเดิม ความรู้เท่าเดิม เจ้าของโครงการอสังหาฯรวยขึ้น แต่คนไทยจนลง เพราะต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้นเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย พอขายไม่ได้ก็กระทบกับตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจ ก็ออกกฎหมายเอื้อให้ต่างชาติเข้ามาซื้ออสังหาได้มากขึ้น ตกลงทำเพื่ออะไรกันแน่ ?

ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม
รัฐบาลคิดว่าจะเลื่อนภาษีไปปี 2563 เพื่อรอให้พร้อม แต่ลืมไปว่ามีแต่นักธุรกิจเท่านั้นที่จะพร้อมภายใน 2-3 ปี ไม่ใช่ประชาชน ประชาชนอาจต้องใช้เวลาถึงครึ่งค่อนชีวิตจึงจะเตรียมความพร้อมได้ การปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5ทรงรอความพร้อมของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ที่สุดจึงสำเร็จโดยราบรื่น แต่ปัจจุบัน เมื่อเห็นรัฐบาลแจกเงินแก้ปัญหาแบบชั่วคราว แต่ไม่ได้เอาเงินไปลงทุนเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพของประชาชนส่วนใหญ่ แล้วบอกว่าอีก 3 ปีก็พร้อม เราก็คงทำได้แต่ส่ายหน้าเพราะยังไงก็ไม่ใช่แน่นอน
ประชาชนส่วนใหญ่ตกขบวน
รัฐบาลเร่งการพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ แล้วชี้แจงว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แต่ผลลัพท์ที่แท้จริงคือ เศรษฐกิจรากหญ้าถดถอยรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับตัวเลขจีดีพีที่ใช้ประชาสัมพันธ์ว่าดีวันดีคืน เพราะอะไร คำตอบง่ายๆ คือ คนจนตกขบวนการพัฒนา และถูกซ้ำเติมให้ต่ำเตี้ยลงกว่าเดิม เพราะรัฐบาลวิ่งแบบซูเปอร์คาร์ ในขณะที่ประชาชนเดินแบบเต่าเพราะความยากจน ทำให้ทั้งสองส่วนกำลังแยกห่างออกจากกัน
รัฐบาลอ้างถึงแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ลืมคิดถึงความลำบากของประชาชน ประเทศที่ดีไม่ใช่ประเทศที่มีแต่สิ่งปลูกสร้างทุกหนทุกแห่ง ถือเป็นความคิดที่ผิดพลาดร้ายแรง แต่ประเทศที่ดีคือประเทศที่ประชาชนอยู่อย่างมีความสุขสงบ ไม่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด หรือดิ้นรนให้มีที่อยู่อาศัย

บทเรียนจากประวัติศาสตร์
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ในอดีตบอกเราว่า เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลจัดตั้งกฎหมายภาษีผูกพันการการถือครองที่ดินของประชาชนทุกคน และมีอำนาจริบที่ดินของประชาชนทุกคน ทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นของสังคมคล้ายกับระบบทาสและไพร่ในอดีต ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกเลิกไป เพราะทรงคำนึงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทุกคนว่าเป็นราษฎรของพระองค์ จะต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินแม่แห่งนี้อย่างมีความสุข จึงทรงออกกฎหมายที่ดินเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้มีโอกาสจับจองถือครองที่ดินอย่างทั่วถึง จะได้รักหวงแหนและปกป้องแผ่นดินไทยจากอริราชศัตรู และช่วยกันสร้างความเจริญให้กับประเทศ
เร่งรัดออกกฎหมาย
เร่งรัดออกกฎหมายจำนวนมากในขณะที่ประเทศและประชาชนไม่พร้อม กลายเป็นเครื่องมือถ่างชนชั้นในสังคมให้ห่างขึ้นไปอีก เพราะคนที่พร้อมกว่าคือคนรวยได้ประโยชน์ และคนที่ไม่พร้อมคือประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจนและคนชั้นกลางซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกฎหมายปิดกั้น การบริหารประเทศที่ผ่านมาจึงเกิดผลแตกต่างไปจากที่รัฐบาลคาดหวัง และรัฐบาลคิดว่าต่อไปจะดีขึ้น แต่กาลเวลาได้พิสูจน์ไปแล้วว่า ทุกๆอย่างกำลังถดถอย ในขณะปัญหาคอรัปชั่นก็เพิ่มสูงขึ้น ธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองท้องถิ่นยังไม่เจริญดี การยื่นดาบ ริบทรัพย์อาจกลายเป็นดาบสองคม ผู้ที่เดือดร้อนที่สุด คือ ผู้ที่อยู่ด้านล่างของสังคมที่ไม่มีปากเสียง
การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปประเทศไทยโดยทรงคำนึงถึงความพร้อมของประเทศและพสกนิกรในแต่ละระยะเป็นสำคัญ ทรงประกาศกฎหมายทีละฉบับ เมื่อได้ผลลัพท์ที่ดีแล้ว จึงประกาศฉบับถัดไปทีละขั้นตอนอย่างเป็นระบบค่อยเป็นค่อยไป กฎหมายแต่ละฉบับพัฒนาต่อยอดกันไป โดยเริ่มทดลองครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2413 กว่าจะปฏิรูประบบราชการทั้งประเทศเสร็จสมบูรณ์คือ พ.ศ. 2440 เป็นเวลายาวนานถึง 27 ปี จึงพลิกประเทศไทยให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกได้สำเร็จ สร้างความเจริญให้กับไทยมาถึงปัจจุบัน

ประเทศกูมี หรือ Me ทำเอง
ในประวัติศาสตร์ยังไม่เคยมีกฎหมายใดบังคับให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิที่จะมีบ้านได้เพียงหลังเดียว พ่อแม่ไม่มีสิทธิที่จะซื้อบ้านเผื่อลูกหลานตนเอง คนที่บ้านอยู่นอกเมือง ไม่มีสิทธิที่จะซื้อคอนโดในเมืองเป็นบ้านหลังที่ 2 เพราะรัฐบาลต้องเก็บภาษี กฎหมายฉบับนี้นับเป็นฉบับแรกในประวัติศาสตร์ ที่อาจส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความเดือดร้อน ต้องดิ้นรนหาเงินตลอดชีวิต หากรัฐบาลทำตามที่ตนเองคิด ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ ก็ไปตรงกับเนื้อเพลงประเทศกูมี และแน่นอนว่า เพลงประเทศกูมี ไม่สามารถทำร้ายประเทศไทยได้ แต่การที่รัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชน เพลงแบบนี้ก็ต้องมีอีก เมื่อประชาชนเดือดร้อนมากเข้า เพลงแบบนี้ยิ่งกระตุกให้ประชาชนฉุกคิด เมื่อประชาชนนับล้านคนเริ่มคิดตรงกัน ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดคะเน ชนวนที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เพลง แต่คือสิ่งที่รัฐบาล (Me) ได้ทำลงไปนั่นเอง
รอรัฐบาลเลือกตั้งให้ตัดสินกฎหมายนี้จะดีกว่าไหม
กฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชนมากที่สุดฉบับนี้ ควรรอฟังเสียงประชาชน ควรให้รัฐบาลเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน ไม่ควรเชื่อนักวิชาการภาคทฤษฎีที่ไม่เคยสัมผัสชีวิตประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า ทฤษฎีเหล่านี้ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง การเร่งผลักดันกฎหมายแบบนี้ออกมา โดยที่ประชาชนจำนวนมากไม่ยอมรับ แม้กระทั่งคนธรรมดาอย่างเราๆที่ไม่ใช่นายทุนยังต้องคัดค้าน สิ่งที่เราทักท้วงคือ สิทธิ์ของประชาชน ไม่ใช่ของนายทุน แม้กฎหมายนี้จะส่งผลกระทบนายทุนบ้าง แต่นายทุนมีเงินและมีศักยภาพในการปรับตัวและทำให้เกิดผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาได้ในที่สุด ในขณะที่ประชาชนทั่วไปไม่มีเงินทุน ไม่มีศักยภาพเพียงพอ จึงได้รับผลกระทบไปทั่วทั้งประเทศ กฎหมายนี้จะกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก


