คืบหน้าขึ้นทุกทีสำหรับการพัฒนาพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อภิมหาโปรเจ็กต์การลงทุนครั้งสำคัญของประเทศ มูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อยกระดับเศรษฐกิจให้ไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
ล่าสุดโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในอีอีซีเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการประกวดราคา คาดจะได้ผู้ชนะประมูลภายในต้นปี 2562 แน่นอน
เมื่อทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการลงทุนจริง หลายคนเริ่มคาดหวังว่าปีหน้าอีอีซีจะเป็นเครื่องมือผลักดันเศรษฐกิจท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่คุกรุ่นจากสงครามการค้าระหว่าง 2 พี่ใหญ่ สหรัฐและจีน โดยความขัดแย้งดังกล่าวกระทบส่งออกไทย จนตัวเลขเป้าหมายส่งออก 8% เริ่มสั่นคลอนแล้ว
“มั่นใจว่าอีอีซีจะเป็นตัวช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนของประเทศใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สร้างการจ้างงาน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในบรรยากาศที่โลกมีความเสี่ยงจากสงครามการค้า” นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี แสดงความเห็น
ขณะที่ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ระบุว่า “โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะมีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง”
แม้จะมีความเห็นจากรัฐและเอกชนเพิ่มความเชื่อมั่น แต่มุมหนึ่งในการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สำนักงานอีอีซี) กลับพบว่าฝ่ายดูแลข้อมูลข่าวสารยังไม่แอ๊กทีฟพอ!!!
การทำงานสะเปะสะปะ ทั้งด้านการประสาน การทำข้อมูลเผยแพร่ ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการบริหาร อีอีซี มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ได้ปรับเวลาประชุม แต่ฝ่ายประชาสัมพันธ์กลับไม่แจ้งสื่อมวลชนล่วงหน้า ยังไม่นับรวม “ความพลาด” ต่างๆ ที่แม้ไม่ใหญ่โตแต่แสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ทำงานเองไม่ได้หากไม่มีเอเยนซี่ช่วย
อยากสะท้อนให้การทำงานปรับไปในทางที่ดีขึ้น ไม่เช่นนั้นต่อให้ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งรัฐและเอกชนออกมาคอนเฟิร์มความก้าวหน้าของอีอีซีแค่ไหน แต่ฝ่ายปฏิบัติไม่ปรับมุมคิดในการทำงาน
ภาพลักษณ์อีอีซีคงเดินหน้าแต่การพีอาร์ถอยหลัง!!!
ปิยะวรรณ ผลเจริญ

