เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายอรพงศ์ เทียนเงิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทได้เพิ่มทุนอีก 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพและเทคโนโลยีในประเทศจีน เนื่องจากจีนมีการพัฒนาเทคโนโลยีมีศักยภาพและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งการพิสูจน์ตัวตนโดยใช้ข้อมูลทางชีวภาพ เช่น ใบหน้า ลายนิ้วมือ และปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) โดยจะลงทุนโดยตรงและลงทุนผ่านกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปปิตอล หรือวีซี) ได้เริ่มทยอยลงทุนไปแล้ว หลังจากการเพิ่มทุนครั้งล่าสุดทำให้ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ใช้เงินลงทุนรวมไปแล้วกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5,250 ล้านบาท
นายอรพงศ์ กล่าวว่า บริษัทได้พัฒนาเพื่อนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจโดยได้นำมาใช้กับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งซัพพลายเขนของกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย และล่าสุดได้นำเทคโลโลยีบล็อกเชนมาใช้แก้ปัญหาการปลอมแปลงวุฒิการศึกษาและทรานสคริป ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยได้นำบล็อกเชนมาพัฒนาเป็นแพลตฟอร์ม บีเวอร์ เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลแรกในไทยสำหรับการตรวจสอบวุฒิการศึกษา โดยจะเริ่มนำร่องร่วมกับ อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงองค์กรภาคธุรกิจ ได้แก่ บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัทแผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
“มหาวิทยาลัยต่างๆ จะทยอยอัพโหลดทรานสคริปของปีการศึกษา 2560 ไว้บนแพลตฟอร์มเพื่อเตรียมพร้อมในการให้บริการซึ่งระบบจะดำเนินการเข้ารหัสและเก็บเอกสารไว้ในระบบในรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละเอกสารเปรียบเสมือนลายนิ้วมือที่ไม่ซ้ำกันของคน ทำให้ปลอมแปลงได้ยาก และแพลตฟอร์มบีเวอร์จะเปิดให้บริการตรวจสอบเอกสารได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เป็นต้นไป เมื่อองค์กรต่างๆ ต้องการรตรวจสอบ สามารถทำได้ทันทีด้วยการอัพโหลดเอกสารที่ต้องการตรวจสอบเข้าสู่แพลตฟอร์ม จากนั้นระบบตรงกันแสดงว่าเอกสารนั้นถูกต้อง แต่หากไม่ตรงกัน แสดงว่าเป็นเอกสารปลอม” นายอรพงศ์ กล่าว
นายอรพงศ์ กล่าวว่า แพลตฟอร์มบีเวอร์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพราะองค์กรสามารถตรวจสอบเอกสารโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มได้ทันที ซึ่งแพลตฟอร์มบีเวอร์ได้เปิดให้แต่ละองค์กรสามารถเชื่อมต่อให้สามารถใช้งานกับแพลตฟอร์มได้ ที่ผ่านมาในแต่ละปีมหาวิทยาลัยต่างๆ จะได้รับคำขอทรานสคริปย้อนหลังเพื่อนำไปสมัครงาน ในขณะเดียวกัน องค์กรธุรกิจก็จำเป็นต้องยื่นคำขอกับแต่ละมหาวิทยาลัยต้นสังกัดของผู้สมัครงานเพื่อให้ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของเอกสารทางการศึกษาของผู้สมัครงานเป็นจำนวนมาก ต้องใช้ทั้งบุคลากรและเวลาในการดำเนินการเป็นอย่างมากเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

