หน้าแรก เศรษฐกิจ “ปริญสิริ-เคพ...

“ปริญสิริ-เคพีเอ็น” แยกทางเลิกควบรวม เล็งร่วมทุนจีนผุดคอนโด เจาะดีมานด์ใหม่

25.01.16 | 09:35 น.

นายอุเทน คงสุนทรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการควบรวมกิจการระหว่างปริญสิริกับบริษัท เคพีเอ็น โฮลดิ้ง จำกัด ได้ยุติลงแล้ว หลังจากที่ที่ปรึกษาทางการเงินของดีลนี้ได้ถอนตัวตั้งแต่ต้นไตรมาส 4 ปี 2558 เพราะกังวลว่าดีลนี้อาจจะเกิดปัญหาในภายหลัง โดยสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) มีข้อทวงติงว่าดีลนี้อาจจะเป็นการแบ็กดอร์เพื่อเข้าตลาดของเคพีเอ็น ทำให้กระบวนการควบรวมกิจการไม่ทันภายในสิ้นปี 2558 ซึ่งทั้งสองบริษัทเห็นตรงกันว่า หากเลยปี 2558 ไปแล้ว การควบรวมกิจการก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเคพีเอ็นรับรู้รายได้ส่วนใหญ่ไปในปี2558 แล้ว ไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมแล้วเสร็จในปี2559 จึงไม่ได้มียอดรับรู้รายได้ที่จะเข้ามาเสริมให้ปริญสิริ ดังนั้นไม่มีประโยชน์ในการควบรวม

อย่างไรก็ตาม เคพีเอ็นจะรับเสร็จรู้รายได้รอบใหม่ช่วงปี 2560-2561 ประมาณ 6 พันล้านบาท เมื่อปีนี้เคพีเอ็น อย่างไรก็ตาม ปริญสิริยังมองหาพันธมิตรธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งด้านเงินทุนและมีความเชี่ยวชาญการพัฒนาโครงการแนวสูงที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้ปริญสิริเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต

ด้านแผนธุรกิจปี 2559 ว่า บริษัทเตรียมเปิดตัว 4 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,600 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการ ได้แก่ คอนโดมิเนียมใกล้บีทีเอสสถานีตลาดพลู พื้นที่ 300 ตารางวา มูลค่า 200 ล้านบาท และอีกหนึ่งโครงการย่านรัตนาธิเบศร์ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วงสถานีแคราย พื้นที่ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท โครงการนี้มีแผนจะร่วมทุนกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากจีนอยู่ระหว่างการเจรจา หากเจรจาสำเร็จจะมีการนำโครงการไปโรดโชว์ขายให้กับนักลงทุนชาวจีนเนื่องจากซัพพลายคอนโดมิเนียมเกาะรถไฟฟ้าสายสีม่วงมีจำนวนมาก จึงต้องหาฐานลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาช่วยดึงยอดขาย แต่หากการเจรจาไม่สำเร็จ บริษัทก็พร้อมจะลงทุนพัฒนาเอง และอีก 2 โครงการเป็นทาวน์เฮาส์ ได้แก่ ทำเลท่าข้าม-พระราม 2 มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท และย่านรังสิต มูลค่ารวม 700 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้มองว่าตลาดยังมีการแข่งขันสูง เพราะยังมีซัพพลายเหลือขายในตลาดทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่รายได้ลดลงจากผลกระทบเศรษฐกิจ และกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีหนี้อยู่ในระดับสูง ประกอบกับธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งราคาที่ดินที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องทั้งนี้ บริษัทได้มีการปรับโครงการภายในองค์กรเป็นการบริหารแบบหน่วยธุรกิจ แบ่งตามโซนในการพัฒนาโครงการ และมีการประเมินผลในแต่ละหน่วย ซึ่งทำให้การบริหารงานคล่องตัว ช่วยลดต้นทุน ทำให้บริษัทสามารถแข่งขันในตลาดได้