นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ จีซี เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างคัดเลือกเทคโนโลยี พันธมิตรร่วมลงทุน รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจพลาสติกรีไซเคิลซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนโรงงานรีไซเคิล พลาสติกครบวงจรมาตรฐานสากลระดับโลกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง วงเงิน 1,000 ล้านบาท กำลังการผลิตประมาณ 30,000-40,000 ตัน คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในต้นปีหน้า โดยการลงทุนนี้จะรองรับนโนบายรัฐบาลที่กำลังสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน(เซอร์คูล่า อีโคโนมี) และตั้งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ขณะเดียวกันยังมีแผนลดปริมาณการใช้พลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง อาทิ ถุงช็อปปิ้ง 150,000 ตันต่อปี ให้เหลือ 0 ตันต่อปีภายใน 5 ปี โดยจะทยอยลดการผลิตเม็ดพลาสติกป้อนลูกค้าที่จะนำไปผลิตเป็นถุงพลาสติกดังกล่าว ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้ลูกค้ามีต้นทุนปรับเปลี่ยนการผลิต ดังนั้นจีซีจะประสานกับลูกค้าเพื่อช่วยเหลือแนวทางผลิต ขณะเดียวกันจะเร่งสร้างตลาดไบโอพลาสติกในการผลิตบรรจุภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ด้วยการนำนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยจีซีจะยึดต้นแบบแนวคิดและการดำเนินชีวิตแบบเซอร์คูล่า อีโคโนมี 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารทรัพยากรต้นทางจนถึงปลายทาง การบริหารจัดการกระบวนการผลิต การบริโภคและนำไปใช้ให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด และการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2561(กรกฎาคม-กันยายน)บริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6% อยู่ที่ 136,712 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 18% อยู่ที่ 12,793 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.84 บาท ส่งผลให้การดำเนินงาน 9 เดือนของปีนี้(มกราคม-กันยายน)มีกำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 21% อยู่ที่ 36,008 ล้านบาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนกำไรทั้งปีต้องติดตามอีกครั้ง โดยคาดว่ายอดขายปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมาย 500,000ล้านบาท ขณะที่ปี 2562 ก็น่าจะมีผลดำเนินการใกล้เคียง จากปัจจัยบวกเรื่องการต่อยอดธุรกิจ การขยายตลาดไปกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี รวมทั้งโครงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตปีนี้
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามปี 2562 บริษัทจะติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่คาดว่าจะเคลื่อนไหวเฉลี่ย 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีนี้เคลื่อนไหวเฉลี่ย 72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และยังต้องเผชิญผลจากมาตรการสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ เพราะหากบานปลายจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวจนส่งผลต่อประเทศไทย ทั้งนี้อีกมุมหนึ่งอาจไม่น่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก แต่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะช่วงไตรมาส 1/2562(มกราคม-มีนาคม) น่าจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้น

