“ธัญญานุภาพ” เผยมหา’ลัยต้องเป็นแหล่งเทคโนโลยี ทรานส์ฟอร์มคู่กับการพัฒนาศก. ผ่านโมเดล Science Park ร่วมกับเครือข่ายมหา’ลัยภูมิภาค

12.11.18 | 11:49 น.

นายธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ และประธานเครือข่าย 7 มหาวิทยาลัยภาคเหนือ กรรมการสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai-BISPA) เปิดเผยในงานสัมมนา Transform เศรษฐกิจไทยก้าวไกลสู่อนาคต ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์มติชนว่า มหาวิทยาลัยเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าประเทศจะทรานส์ฟอร์มแต่มหาวิทยาลัยไม่ทรานส์ฟอร์ม โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือมหาวิทยาลัยพยายามกระโดดข้ามวัลเลย์ออฟชาเลนจ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่มหาวิทยาลัย ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกัน ซึ่งการประชุมมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ฮ่องกงเมื่อปีที่ผ่านมา Technology to The Market Place เป็นความท้าทายสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัย

“วันนี้ถ้าเทคโนโลยีไม่มา วิชั่นมหาวิทยาลัยจะเฟล ซึ่งถ้าพูดคำนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนจะคิดว่ามหาวิทยาลัยมาหากินในคราบการศึกษาได้อย่างไร แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปหมด ทุกวันนี้กระบวนทัศน์ของมหาวิทยาลัยต้องปรับตัว โดยแบ่งเป็น 1.ระบบของอุทยานวิทยาศาสตร์ ใช้กลไกของศูนย์วิจัยการศึกษาเป็นพื้นฐาน และ 2.โมเดลของอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัย ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้แต่งตั้งขึ้นมา โดยการเปิดพื้นที่ให้กับนวัตกรรม ไม่ต้องเริ่มด้วยตัวคนเดียว แต่ทำอย่างไรจะประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัยและภาคประชาชน” นายธัญญานุภาพกล่าว

ทั้งนี้องค์ประกอบที่สำคัญ มีอยู่ 3 อย่าง ประกอบด้วย 1.โนวฮาว 2.นักวิจัยในมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันนักวิจัยเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีประมาณ 2,200 คน รวม 7 มหาลัยภาคเหนือ รวมทั้งประมาณ 4,000 คน โดยในจำนวนนี้จบปริญญาเอก 75% และ 3.การแลกเปลี่ยนเครื่องมือวิจัย โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท มีส่วนร่วมกับสตาร์ทอัพกว่า 40%

Advertisement

การพัฒนาในภูมิภาคเป็นการพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์ใน 13 จังหวัดร่วมกับแม่ข่ายและลูกข่ายต่างๆ เช่นในภาคเหนือมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหลัก ลูกข่ายคือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เข้าไปใช้ประโยชน์ในแหล่งต่างๆ สามารถเข้าถึงเครื่องมือวิทยาศาสตร์ได้ทุกรายการ มีเทคสตาร์ทอัพ มีการพัฒนางานวิจัยใหม่ การหาแมทชิงฟันด์จากทุกแหล่งทุน การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถทรานฟอร์มได้ ซึ่งความคืบหน้าในขณะนี้มีเทคสตาร์ตอัพกว่า 100 บริษัท ทำงานร่วมกับภาคเอกชน กระโดดเข้ามาในอุตสาหกรรรมกว่า 800 จ็อบ