“ปริญญ์” ชี้การทรานส์ฟอร์มประเทศ ต้องปรับองค์ประกอบการ “ก. ข. ค.” สู่เศรษฐกิจดิจิทัล

12.11.18 | 12:29 น.

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด กรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือสพธอ. เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง Transform เศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่อนาคต ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์มติชนว่า การทรานส์ฟอร์มจริงๆ ที่รัฐบาลจะต้องทำคือ ความพยายามการลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นมิติที่สำคัญ เนื่องจากในระบบทุนนิยมไม่สามารถกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจฐานรากได้ จะเห็นว่าเสียงคนที่ไม่พอใจดังขึ้นเรื่อย เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงต้องเรียนรู้และเริ่มปรับตัวเพื่อรับเทรนด์ โดยเห็นว่าในหลายๆ ประเทศมีนักการเมืองที่โผงผาง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐชนะการเลือกตั้ง หรือย่างที่ฟิลิปปินส์มีนายโรดริโก ดูแตร์เตเป็นประธานาธิบดี หรืออย่างการเลือกตั้งไทยในปีหน้าก็น่าสนใจ

ในช่วงทรานส์ฟอร์มประเทศไทยมีอะไรที่เป็นโอกาสและความท้าทายบ้าง ขอแบ่งเป็น ก. ข. ค. โดยก.คือ “กฎหมาย” จะเห็นว่าประเทศไหนที่มีกฎหมายมาก ประเทศยิ่งมีการคอร์รัปชั่น มีขีดความสามารถการแข่งขันต่ำ อย่างเกาหลีใต้จะเห็นว่าไม่ใช่แค่การพัฒนาการศึกษา จะต้องมีการปฏิรูปกฎหมาย (เรคกูลาทอรี่ กิโยติน) เพื่อช่วยให้เกิดความคล่องตัว โดยเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่ๆ วิ่งไปก่อนที่กฎหมายจะเข้ามากำกับดูแล” นายปริญญ์กล่าว

วงการการเงินมีผู้คุมกฎเกณฑ์ดีมาก อย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ควบคุมกำกับดูแลกฎเกณฑ์ธนาคารพาณิชย์ รักษาเสถียรภาพและบทบาทการพัฒนาการเงินแล้ว อยากเห็นธปท.ปล่อยให้นวัตกรรมวิ่งไป เช่นแพลตฟอร์มการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล (เพียร์ทูเพียร์เลนดิ้ง) เช่น แพลตฟอร์มป๋าในเครือเจมาร์ท เพื่อปล่อยสินเชื่อออนไลน์ ที่ระดมทุนด้วยการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ไอซีโอ) รวมถึงจะทำอย่างไรให้คนฐานรากและคนตัวเล็ก สตาร์ตอัพเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อไปต่อยอดไอเดียธุรกิจ เพื่อให้มีการพัฒนาในเชิงคุณภาพ เพราะการวัดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เป็นการวัดเชิงปริมาณ กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือกฎหมายคริปโทเคอร์เรนซี รวมถึงการออกไอซีโอ เป็นกฎหมายที่ออกมาเร่งด่วน ผู้ประกอบการต้องสียภาษี 27% จึงอยากย้ำว่าจะต้องยอมให้นวัตกรรมวิ่งไปก่อน เพื่อให้เกิดการแข่งขัน แล้วกฎหมายค่อนตามมา

ข. “การแข่งขัน” ให้คนตัวเล็กเติบโตขึ้นมาแข่งขันได้ เป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะต้องทบทวนว่ารัฐวิสาหกิจจะต้องตัวเล็กลงหรือไม่ อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็มีความพยายามในการพัฒนา เพื่อนำเม็ดเงินจากการเก็บภาษีไปพัฒนาในด้านการศึกษา สาธารณสุขหรือในด้านอื่นๆ ซึ่งวันนี้ถามว่าได้เก็บภาษี 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ (ไลน์ เฟซบุ๊ก กูเกิล) หรือไม่ หากเก็บก็เก็บน้อยมาก จะต้องคำนึงในเรื่องนี้ โดยอาจจะศึกษารูปแบบเช่น เซลล์แท็กซ์ เป็นต้น เพื่อนำเม็ดเงินไปพัฒนาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการวิจัยและพัฒนา ช่วยเอสเอ็มอี แม้ว่าหนี้สาธารณะของประเทศจะไม่สูงก็ตาม

และค. “ความคิด” หรือมายด์เซ็ท เพื่อปรับองคาพยพหลายมิติ ทำอย่างไรให้คนเก่งๆ อยู่ในเมืองไทย ปักหมุดในไทย เราจะทำงานร่วมกับคนจีนอย่างไร ซึ่งจะต้องคิดเรื่องความปลอดภัยด้านไซเบอร์ด้วย เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลเดินหน้าได้ โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลซึ่งเป็นเหมืองทองที่แท้จริงในยุค 4.0 นี้ โดยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องทำข้อมูลไปต่อยอด อย่างกระทรวงคมนาคม นำข้อมูลไปพัฒนาการให้บริการด้านสาธารณะ หรือในหลายๆ ประเทศมีการแชร์แกร็บบัส เป็นเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (แชร์ริ่งอีโคโนมี) เพราฉะนั้นจึงไม่ต้องไปกลัวเรื่องการเปิดเผยข้อมูล

Advertisement

สุดท้ายนี้ทำไมเรายังตั้งโจทย์เหมือนเดิม ทำไมไม่คิดใหม่ ตั้งตัวชี้วัดใหม่ จะมีการชี้วัดอื่นนอกจากการวัดจีดีพีได้หรือไม่ เพื่อวัดการลดความเหลื่อมล้ำ การศึกษา เป็นความท้าทายในการทรานส์ฟอร์ม