บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนา ที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และ อิมเพรสชั่น รวมทั้งโครงการแนวราบ และมีธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
นับเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่อีกบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานคือ เมื่อ 29 มีนาคม 2556 โดยมี ครอบครัวธนวริทธิ์ ถือหุ้น 409.99 ล้านหุ้น คิดเป็น 100% โดยบริษัทมีทุนจดทะเบียน 410 ล้านบาท ชำระเต็ม
แม้บริษัทจะก่อตั้งได้ไม่นาน แต่ดูเหมือนว่าเป็นบริษัทที่เติบโตได้น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะตั้งบริษัทได้ไม่นานก็คว้ารางวัล “RISING STAR OF THE YEAR AWARD” จากงาน Thailand Top Company Awards 2018 รวมทั้งรางวัล “Best Developer Thailand 2018” ในงาน Dot Property Thailand Awards 2018 ซึ่งรางวัลดังกล่าว มอบให้แก่โครงการที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งในด้านการออกแบบและทำเลศักยภาพ และนอกจากนี้ ออลล์ อินสไปร์ฯ ยังคว้าอีกหนึ่งรางวัลคือ People’s Choice Award for Best Developer Thailand 2018 จากคะแนนโหวตอีกด้วย
มาการันตีความสำเร็จว่าเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจไม่นาน แต่มียอดขายและกำไรเติบโตอย่างโดดเด่นแห่งปี
และโดยเฉพาะตัวเจ้าของคือ ธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นั้นมีประวัติที่น่าสนใจ เพราะสามารถพูดได้ว่าโตด้วยสมองและฝีมือล้วนๆ ซึ่งก่อนที่จะเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ “ธนากร” ทำงานในธุรกิจรีเทลอย่าง ซีพีออลล์, สตาร์บัคส์ ดูแลในเรื่องการขยายสาขา ในช่วงเวลาที่ เซเว่น อีเลฟเว่น เปิดสาขา 1 วันครึ่ง ต่อ 1 สาขา ดังนั้น เขาจึงต้องศึกษาเรื่องทำเล อย่างหนักอีกทั้งยังมองเห็นโอกาส จากสถานที่จริง ว่าพื้นที่แบบไหนที่คนระดับแมสจะเข้าถึง เดินผ่าน ซื้อสินค้าได้ทุกวัน ต่อมาเขาก็เอาความรู้นี้พัฒนามาเป็นนักลงทุนคอนโดมิเนียมเอง แบบซื้อมาขายไป รวมทั้งปล่อยเช่า จนกระทั่งมั่นใจว่า ประสบการณ์ของตัวเองเพียงพอ จึงตั้งบริษัทเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง โดยหยิบเอาความแม่นยำเรื่องทำเล ความรู้ใจนักลงทุน และ Passion ของตัวเอง จนกลายเป็น All Inspire ซึ่งเขาบอกให้แปลง่ายๆ ไปเลยว่า
ซึ่งปัจจุบัน “ธนากร” กำลังผลักดันบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) โดยล่าสุดได้ยื่นเอกสารและข้อมูลการขออนุญาตเพิ่มทุนและเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 25% หรือจากทุนจดทะเบียน 410 ล้านบาทเป็น 560 ล้านบาท เพื่อขายหุ้นให้กับประชาชนเป็นการทั่วไปจำนวน 26.79% หรือประมาณ 150 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท โดยภายหลังการกระจายหุ้นจะเหลือหุ้น 73.21%
โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานในอนาคต และนำไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 3.5 ต่อ 1 เท่า และหลังเพิ่มทุนจะทำให้หนี้สินต่อทุนลดลงมาอยู่ที่ 3 ต่อ 1 เท่า หลังจากนั้นจะลดลงอีก แต่ขึ้นอยู่กับการลงทุนโครงการใหม่ๆ
ทั้งนี้ ปัจจุบันออลล์อินสไปร์ มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องประกอบด้วย โครงการอาคารชุดที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียม และโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทแนวราบ เช่น ทาวน์โฮม การให้บริการเป็นตัวแทนและนายหน้าในการขายอสังหาริมทรัพย์สำหรับตลาดต่างประเทศ การลงทุนและซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายย่อย และการให้บริการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด
“ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์” ยังมุ่งเน้นพัฒนาโครงการทั้งแนวสูงและแนวราบ ในทำเลที่ตั้งบริเวณแนวระบบขนส่งมวลชนระบบรางของกรุงเทพฯโดยเฉพาะรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีน้ำเงิน เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานการออกแบบที่ทันสมัย รวมถึงการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งแวดล้อมที่ดี ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ ตามแนวคิด “Class of Living” ชีวิตที่มีระดับ คือชีวิตที่คุณเลือกเอง
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในอนาคตจำนวน 6 แห่ง มูลค่าโครงการรวม 15,350 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise จำนวน 3 โครงการ คิดเป็นมูลค่าประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดขายได้ในปี 2562 และโครงการคอนโดมิเนียมแบบ High Rise จำนวน 3 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 11,700 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2558 มีรายได้รวม จำนวน 109.14 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.55 ล้านบาท ส่วนปี 2559 มีรายได้รวม จำนวน 419.69 ล้านบาท กำไรสุทธิ 11.03 ล้านบาท และปี 2560 มีรายได้รวม 714.50 ล้านบาท กำไรสุทธิ 80.80 ล้านบาท และผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2561 มีรายได้รวมจำนวน 1,153.89 ล้านบาท กำไรสุทธิ 165.16 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของรายได้ และกำไรมาจาก 2 ส่วนหลัก คือรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีการรับรู้เพิ่มขึ้นตามโครงการที่สร้างเสร็จในแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ “ธนากร” ยังตั้งเป้าที่จะนำบริษัทก้าวสู่การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศไทย และเป็นบริษัทที่น่าร่วมลงทุน ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้ร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่น 2 ราย คือ บริษัท เจอาร์ คิวชู และ บริษัท ฮูซิเออร์ส โฮลดิ้งส์ ตั้งบริษัทร่วมทุนคือ บริษัท เอเอชเจ เอกมัย จำกัด โดยมีสัดส่วนการร่วมทุนที่ 51/20 และ 29% ตามลำดับ เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมย่านเอกมัยบนพื้นที่ 3 ไร่ ทั้งนี้ การร่วมทุนดังกล่าวจะร่วมทุนในลักษณะเป็นโครงการๆ ไป ซึ่งการร่วมทุนดังกล่าวจะทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งทั้งด้านการเงินและโนฮาว
อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้เป็นท็อปเท็นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่แค่ก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังสามารถตอบโจทย์ความเข้าใจของลูกค้าได้ตรงตามความต้องการมากที่สุด จนทำให้ทุกๆ ทำเล แต่ละโครงการประสบความสำเร็จ และสามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ตลาดที่อยู่อาศัยของกรุงเทพฯ มีมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เป็นที่สนใจของบรรดานักลงทุนอสังหาฯที่ชอบเข้ามาเก็งกำไร ในเรื่องของผลตอบแทน รวมถึงกลุ่มที่มองหาที่อยู่อาศัย ที่ตอบโจทย์ความต้องการสูง ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ หันมาให้ความสำคัญกับรายละเอียด เรื่องทำเลในการพัฒนาโครงการมากขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุดที่เข้ามาตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องคัดเลือกทำเล ฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี เข้ามาพัฒนาในโครงการ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
โดยธนากรบอกว่า “เพราะเรารู้ว่าการซื้อบ้านหลังหนึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อลูกค้าตัดสินใจซื้อบ้านนั่นหมายความว่าเขาจะต้องนำเงินเก็บทั้งหมดที่มีอยู่มาซื้อเมื่อซื้อแล้วเงินก็หมด บางคนถึงกับไม่มีเงินที่จะซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือของเข้าบ้านเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น อันไหนที่เราให้ได้ เราก็จะให้กับลูกค้า เพราะเรารู้ว่าบ้านคือสิ่งสำคัญของลูกค้า ดังนั้น เมื่อลูกค้าซื้อบ้านในโครงการของเราเราก็จะให้ลูกค้าหมดเกือบทุกอย่าง ลูกค้าสามารถหิ้วกระเป๋าเข้ามาอยู่ได้เลย”
และนี่คือหลักการคิด ของผู้บริหารคนหนึ่งที่อาศัยประสบการณ์และสิ่งที่ตัวเองพบเจอมาบริหารธุรกิจด้วยการเอาใจเราไปใส่ใจเขา และเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็เพราะว่า
“เราทำใส่ไปทั้งหมด ทำที่อยู่อาศัยเราต้องทำให้ดี เพราะเป็นของที่ลูกค้าอยู่จนชั่วลูกชั่วหลาน หรือบางคนเขาซื้อกับเราเป็นบ้านหลังแรก ต่อไปเมื่อเขาฐานะทางการเงินดีขึ้น เราก็ต้องอยากให้เขาซื้อกับเราอีก”
จึงไม่แปลก ที่เมื่อเปิดโครงการแล้วจะได้รับผลการตอบรับที่ดีจากลูกค้า!

