ผ่านการประเมินซองที่ 1 หรือคุณสมบัติทั่วไปทั้งกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้งส์และพันธมิตร รวมถึงกลุ่มบีเอสอาร์ ผู้ยื่นเอกสารเข้าร่วมประกวดราคาโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ระยะทาง 220 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 2.2 แสนล้านบาทไปแล้ว
ขั้นตอนต่อไปจึงเป็นการประเมินซองที่ 2 ด้านเทคนิค โดยจะใช้เวลาพิจารณาไปจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม จึงจะทราบผลผ่านทั้ง 2 กลุ่มอีกหรือไม่ จากนั้นจะเข้าสู่การประเมินซองที่ 3 ด้านการเงิน ระหว่าง 12-17 ธันวาคม ถึงจะรู้ผลใครคว้าไฮสปีดเทรนสายนี้ไปครองได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผู้ยื่นซองประกวดราคาทั้ง 2 กลุ่ม ถือว่ามีความพร้อมไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะกลุ่ม “บีเอสอาร์” นำโดยบีทีเอส ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่มีประสบการณ์บริหารจัดการรถไฟฟ้าอยู่แล้ว นอกจากนี้เป็นผู้คว้าสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง และสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ซึ่งกำลังก่อสร้าง จึงไม่ใช่เรื่องยากหากจะมีรถไฟความเร็วสูงเพิ่มขึ้นมาอีก 1 เส้นทาง ขณะที่ผู้บริหารบีทีเอสก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า แม้จะไม่เคยมีรถไฟความเร็วสูง แต่ด้วยประสบการณ์บริหารจัดการรถไฟฟ้าจะสามารถดำเนินโครงการได้สำเร็จแน่
ฝั่ง “ซีพี” ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านรถไฟมาก่อน ดูผิวเผินอาจดูเป็นเรื่องยากที่จะเดินหน้าให้สำเร็จได้ แต่เมื่อมองไปที่พันธมิตร จะเห็นว่ามีความพร้อมมากเลยทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็นบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ค่ายรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของไทย China Railway Construction Corporation Limited หรือ CRCC บริษัทรัฐวิสาหกิจของจีน ที่บริหารจัดการรถไฟความเร็วสูงในหลายเส้นทาง และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริหารจัดการรถไฟฟ้าใต้ดิน และเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านรถไฟความเร็วสูงทั้งจากญี่ปุ่น จีน เยอรมนี เกาหลีใต้ และอิตาลี เข้าร่วมเป็นพันธมิตร
หากสังเกตให้ดีจะพบว่าพันธมิตรของซีพีครั้งนี้มีทั้งจีนและญี่ปุ่น ที่ไม่ค่อยพบเห็นจับมือกันเพื่อดำเนินโครงการด้วย ซึ่งก็คงจะเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นและจีนที่ประกาศร่วมมือกันเพื่อลงทุนในอีอีซีก่อนหน้านี้
ดังนั้น เมื่อดูรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมกับกลุ่มซีพีแล้ว จึงถือว่ามีความพร้อมไม่น้อยกว่าบีเอสอาร์เหมือนกัน
แต่เอาเข้าจริง ผู้ที่เสนอของบประมาณสนับสนุนจากรัฐน้อยที่สุด คือ ผู้ชนะแน่นอน รฟท.ประกาศไว้อย่างนั้น!!
นายขันตี

