สกู๊ป…อาเซียนจับมือ พาวเวอร์กริดž เชื่อมโยงไฟฟ้า

21.11.18 | 10:31 น.

ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 36 ประกอบด้วย 10 ประเทศอาเซียน และ 8 ประเทศคู่เจรจา ประกอบด้วย ออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา บวกอีก 2 องค์กรระหว่างประเทศ ประกอบด้วย ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้บรรลุความร่วมมือสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอาเซียนอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการซื้อขายไฟฟ้าพหุภาคีในภูมิภาค การเชื่อมโยงโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ การพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการส่งเสริมเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด


สำหรับประเทศไทย มี นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานและคณะผู้แทนจากประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม

เนื้อหาของที่ประชุมมีการติดตามการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน ปี 2559-2568 ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2559-2563 มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงและการบูรณาการด้านพลังงาน อาทิ ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน ความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยสามารถลดความเข้มการใช้พลังงานได้ถึง 21.9% ในปี 2559 สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 20% ภายในปี 2563 การผลักดันให้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมในภูมิภาค

นอกจากนี้มีประเด็นการร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของอาเซียนต่อพลังงานหมุนเวียน จะผลักดันให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในอาเซียนให้ได้ 23% ในปี 2568 จากปี 2559 มีสัดส่วนอยู่ที่ 12.4% เสริม ทั้งนี้ มีการสร้างศักยภาพด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อประชาชน ร่วมมือกับจีน แคนาดา และองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ในการสร้างขีดความสามารถด้านความปลอดภัยและความมั่นคงนิวเคลียร์ รวมทั้งสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการพัฒนาโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในอาเซียนที่กำลังดำเนินการอยู่ และกฎระเบียบ ความปลอดภัย และความเข้าใจของประชาชนในเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ ขณะที่ด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด มีการเผยแพร่กรณีศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดปรับปรุงคุณภาพถ่านหินในอินโดนีเซีย และรูปแบบการจัดหาเงินทุน ในเวียดนาม เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนถ่านหินในอาเซียน รวมทั้งการเสริมสร้างความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และการค้าในอาเซียน ที่มีสถานีแปรสภาพก๊าซให้เป็นของเหลวรวม 8 สถานี รองรับแอลเอ็นจี 36.3 ล้านตันต่อปี และมีแผนที่ขยายให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 27 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2568

Advertisement

ยังมีอีกประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การขยายการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคีในอาเซียน ปัจจุบัน ลาว ไทย และมาเลเซีย มีโครงการซื้อขายไฟฟ้าระดับพหุภาคี (LTM) เริ่มตั้งแต่มกราคม 2561 และเริ่มซื้อขายไฟฟ้าแล้ว รวมจำนวน 15.9 ล้านหน่วย ที่ประชุมก็ผลักดันให้มีประเทศอื่นๆ เข้าร่วมการซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เช่น สิงคโปร์ เมียนมา และให้มีการซื้อขายในลักษณะสัญญาที่ได้รับการยืนยันหรือ Firm Contract รวมทั้งการศึกษาการจัดตั้งสถาบันเพื่อรองรับการซื้อขายไฟในอาเซียน เพื่อควบคุมระบบไฟฟ้าและวางแผนระบบไฟฟ้าอาเซียน

ที่ผ่านมา นายศิริกล่าวถึงการหารือแบบพหุภาคีกับประเทศสมาชิกแอลทีเอ็มว่า มาเลเซียมีความต้องการซื้อไฟฟ้าจากลาวผ่านทางสายส่งของไทยมากขึ้น ปัจจุบันศักยภาพสายส่งไฟฟ้าจากไทยไปยังมาเลเซียอยู่ที่ 100 เมกะวัตต์ อนาคตคาดว่ามาเลเซียจะขอซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มเป็น 300 เมกะวัตต์ ในส่วนของไทยในฐานะผู้ให้บริการสายส่งจะต้องลงทุนขยายสายส่งภาคใต้รองรับความต้องการ เบื้องต้นจะต้องสร้างสายส่งในช่วงเส้นทาง จ.สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงกลางของเส้นทางซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าว

ด้านผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หน่วยงานกำกับเรื่องนี้โดยตรง ให้ข้อมูลว่า กฟผ.ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการก่อสร้างสายส่งต้องดำเนินการตามแผนการก่อสร้างสายส่งในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มเติมอยู่แล้ว จะเร่งศึกษาทั้งแนวทางการขยายสายส่ง ต้นทุนดำเนินการ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สอดคล้องกับความต้องการของประเทศสมาชิกอาเซียน ทำให้เกิดการลงทุนอาเซียนพาวเวอร์กริดในอนาคต

ผู้บริหาร กฟผ.ระบุว่า ข้อตกลงภายใต้กรอบ 100 เมกะวัตต์นั้น กฟผ.ต้องเตรียมความพร้อมระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ (เควี) เมื่อมีความต้องการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างลาวกับมาเลเซีย ในปริมาณสูงสุดไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง ส่วนการจะขยายปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 300 เมกะวัตต์นั้น กฟผ.ก็จะต้องเตรียมพื้นที่ความจุของระบบสายส่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยจะต้องมีการศึกษาอีกครั้ง

สมภพ พัฒนอริยางกูล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ (สนย.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน อธิบายว่า ปัจจุบันมาเลเซียซื้อไฟฟ้าจากลาวผ่านสายส่งไทย 100 เมกะวัตต์ ล่าสุดต้องการเพิ่มเป็น 300 เมกะวัตต์ ในขณะที่ไทยมีศักยภาพส่งไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 300 เมกะวัตต์ ดังนั้น กระทรวงพลังงานและ กฟผ.มีแนวคิดขยายสายส่งดังกล่าวให้มีปริมาณส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ความสามารถที่มีอยู่แออัดและอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้าของไทย แต่เรื่องนี้จะมีการศึกษาความเป็นไปได้อีกครั้ง

“หากมองในด้านประโยชน์ของไทยมีหลายข้อ ทั้งการเป็นศูนย์ซื้อขายไฟของภูมิภาค จากความสามารถด้านสายส่ง และการผลิตไฟฟ้าเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ ที่มีศักยภาพ อีกประโยชน์ที่ไทยจะได้รับคือรายได้ที่มาจากการเป็นตัวส่งผ่านไฟฟ้า นอกจากนี้ ประโยชน์อีกด้านที่สำคัญคือ ความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ”Ž สมภพระบุ

โฆษกกระทรวงพลังงานขยายความประเด็นความมั่นคงไฟฟ้าว่า มั่นคงเพราะทำให้ไทยมีปริมาณไฟฟ้าจากการซื้อขายเข้ามาสแตนด์บายในระบบ กรณีไทยมีปัญหาขัดข้อง ต้องการไฟฟ้าเร่งด่วนสามารถเจรจาขอซื้อด่วนได้

สมภพบอกด้วยว่า ไทยยังอยู่ระหว่างหารือกับประเทศสมาชิกยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ระหว่างกัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม แสวงหาความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการซื้อขายไฟฟ้า โดยมีไทยเป็นผู้ให้บริการสายส่ง 

“ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาคที่จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งและความหลากหลายของทั้งห้าประเทศสมาชิกเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างสมดุล โดยในส่วนของการซื้อขายไฟฟ้านั้น เบื้องต้นแต่ละประเทศอาจมีการซื้อขายไฟระหว่างกัน และต้องการใช้สายส่งของไทย แต่ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องระยะยาว ที่ต้องมีการหารืออีกครั้ง”Ž โฆษกกระทรวงพลังงานสรุป

ทั้งนี้ แผนแม่บทระบบเชื่อมโยงไฟฟ้าอาเซียน มีมาตั้งแต่ปี 2553 แต่เพิ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างจริงจังในโครงการซื้อขายไฟฟ้าลาว-ไทย-มาเลเซีย แม้ไทยจะได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ แต่ทว่าการผลักดันโครงการต่างๆ ต้องประสบกับอุปสรรคขวากหนามมากมาย กว่าจะทำแต่ละเรื่องได้ต้องใช้เวลานาน ทำให้เพื่อนบ้านอย่างลาว ประกาศตัวเป็นแบตเตอรี่อาเซียนไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม โครงการเชื่อมโยงไฟฟ้าอาเซียนเป็นอีกความร่วมมือของกลุ่มอาเซียน และสะท้อนให้เห็นว่าหากรัฐบาลสนับสนุนการผลิตไฟฟ้า ในราคาที่เหมาะสม ไทยสามารถยกระดับขึ้นเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียนได้