คลังเล็งออก กม.จัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ สำหรับลูกจ้างบริษัทเอกชน บังคับให้บริษัทและลูกจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หวังลดภาระรัฐบาลที่ต้องแบกรับภาระรายจ่ายดูแลคนชรา ประเมินอีก 10 ปีถึง 3% ของจีดีพี และรายได้เพียงพอดำรงชีพหลังเกษียณ
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.เตรียมออกกฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) สำหรับลูกจ้างบริษัทเอกชน ซึ่งจะเป็นลักษณะเหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ เพื่อให้พนักงานบริษัทเอกชนมีรายได้หลังเกษียณเพียงพอต่อการดำรงชีพ และช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ โดย สศค.พยายามผลักดันมานานแล้ว แต่ภาวะเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมายังไม่เอื้ออำนวย ทำให้แนวคิดดังกล่าวยังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจากการศึกษา พบว่ารายได้หลังเกษียณของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่พอแก่การเลี้ยงชีพหลังเกษียณ กรณีข้าราชการเกษียณมี 3 ล้านคน จะมีรายได้หลังเกษียณเท่ากับ 70% ของรายได้ก่อนเกษียณ แรงงานที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมี 12 ล้านคน จะมีรายได้เฉลี่ยหลังเกษียณ 40% ของรายได้ก่อนเกษียณ แต่แรงงานนอกระบบที่มี 27 ล้านคน ไม่มีระบบบำนาญหลังเกษียณ
นายกฤษฎากล่าวว่า การใช้กฎหมายนี้ สำหรับการจ่ายเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง จะมีอัตราเท่ากันและทยอยปรับขึ้น เป็นช่วงๆ คือ ปีที่ 1-3 กำหนดอัตรา 3% ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 1.8 พันบาท ปีที่ 4-6 กำหนดอัตรา 5% ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 3 พันบาท ปีที่ 7-9 กำหนดอัตรา 7% ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 4.2 พันบาท และปีที่ 10 เป็นต้นไป กำหนดอัตรา 10% แต่ไม่เกิน 6 พันบาท ซึ่งจะมีคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางพัฒนาและกำกับดูแลระบบบำเหน็จบำนาญให้ครอบคลุม เพียงพอ และยั่งยืน รวมทั้งทบทวนหรือออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระบบบำเหน็จบำนาญ
นายกฤษฎากล่าวว่า ปีแรกหลังใช้กฎหมาย จะกำหนดให้กิจการที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป ต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกิจการที่ได้รับสัมปทานจากภาครัฐ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน กิจการในตลาดหลักทรัพย์ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชน ต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทันที หลังจากนั้นในปีที่ 4 กำหนดให้กิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ต้องมีกองทุนฯ และในปีที่ 6 กิจการที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
นายกฤษฎากล่าวว่า ภาระงบประมาณด้านหลักประกันชราภาพสูงขึ้นมาก จนอาจกระทบต่อความยั่งยืนของระบบ โดยภาระการคลังต่องบประมาณด้านสวัสดิการสังคมกรณีชราภาพปี 2557 มี 2.7 แสนล้านบาท หรือ 2.1% ของจีดีพี มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 6.8 แสนล้านบาท หรือ 3.0% ของจีดีพี ใน10 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบันรัฐมีภาระจากเงินบำเหน็จบำนาญ 4.7 แสนล้านบาทต่อปี ภาระเงินจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราเป็น 9 หมื่นล้านบาทต่อปี ภาระจ่ายเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) 9 หมื่นล้านบาทต่อปี ภาระจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม 2.3 หมื่นล้านบาทต่อปี ภาระจ่ายเงินเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี จากไม่มีภาระเลยในปี 2557
“กบช.จะเสริมกองทุนประกันสังคม บริษัทใดจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถเปลี่ยนเป็น กบช.ได้ ซึ่ง กบช.แตกต่างกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะ กบช.เป็นภาคบังคับให้ทุกบริษัทต้องดำเนินการ แต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นภาคสมัครใจและมีบริษัทใหญ่หลายแห่ง ยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” นายกฤษฎากล่าว

