หน้าแรก เศรษฐกิจ รถยนต์ โชว์รูมประชาช...

โชว์รูมประชาชื่น : เบนซ์โชว์‘อีคิวเอ’ต้นแบบ ขยับเปิดตัวรถไฟฟ้า50รุ่น

26.11.18 | 13:03 น.

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิว เทค เดย์ 2018” (Mercedes-Benz EQ Tech Day 2018) โชว์ความก้าวล้ำของยนตรกรรมแห่งอนาคต ทิศทางของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์อีคิว (EQ) พร้อมอวดโฉมรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ “อีคิวเอ” (EQA) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เมื่อมองภาพของอนาคต ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) ที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ เรื่องนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการพัฒนาและการผลิตรถยนต์ สำหรับเดมเลอร์ระดมความคิดเพื่อพัฒนากลยุทธ์ใหม่ นำปัญญาประดิษฐ์และกระบวนการในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยชื่อว่า “เคส” (CASE) ยนตรกรรมแห่งอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะดำเนินงานตามกลยุทธ์ “CASE” มาจากรากฐานแนวคิดใหม่ 4 ประการ ได้แก่ คอนเน็กเต็ด ออโตโนมัส แชร์ แอนด์ เซอร์วิส และอิเล็กทริก ไดรฟ์ (Connected Autonomous Shared & Service และ Electric Drive) ยังคงมุ่งมั่นเปลี่ยนการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลย

ในปี พ.ศ.2552 รถยนต์คันแรกของโลกขับเคลื่อนแบบไฮบริด พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ถือกำเนิดขึ้น ในชื่อว่า S400 HYBRID ยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด 7.9 ลิตรต่อ 100 กม. เป็นรถยนต์ซาลูนระดับพรีเมียมลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ยอดเยี่ยมที่สุดของโลกในขณะนั้น

ต่อมาในปี พ.ศ.2555 ระบบส่งกำลังไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 2 พัฒนาขึ้นด้วยการใช้พื้นฐานของระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) อี300 บลูเทค ไฮบริด (E 300 BlueTEC HYBRID) เป็นยนตรกรรมใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดรุ่นแรก ทำให้บรรลุการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์นั่งแบบซาลูนระดับพรีเมียม เพียง 4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กม.

Advertisement

ต่อมาพัฒนายนตรกรรมแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PLUG-IN HYBRID) การขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบเมื่อขับขี่ภายในเมือง หรือการขับขี่แบบไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ทั้งความประหยัดและการตอบสนองที่รวดเร็ว

“รถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ ของเราเป็นมากกว่าแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งด้านการบริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายในปี พ.ศ.2565 บริษัทจะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึงกำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50 รุ่นย่อยอีกด้วย” โรลันด์กล่าว

โรลันด์กล่าวว่า การนำรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คอนเซ็ปต์ อีคิวเอ มาอวดโฉมที่เมืองไทย แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์อีคิวจะถูกนำมาใช้ในรถยนต์กลุ่มคอมแพกต์ ผสานความคล่องตัวกับระยะทางในการขับขี่ที่ยาวไกล เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ใช้สถาปัตยกรรมพัฒนาขึ้นเพื่อรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

การดีไซน์รถยนต์ไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ คอนเซ็ปต์ อีคิวเอ รุ่นนี้เป็นผลจากการนำปรัชญาการออกแบบเซ็นชวล เพียวริตี้ (Sensual Purity) ของเรามาตีความใหม่ ลดองค์ประกอบที่เป็นสันและเส้นออกไป เพื่อเผยสัดส่วนพื้นผิวราบรื่นไร้รอยต่อ เมื่อผสานกับกราฟิกเร้าอารมณ์จากการใช้แผงด้านหลังแบบไฮเทคสีดำ เทคโนโลยีไฟส่องสว่าง ด้วยเลเซอร์ ไฟเบอร์ ถูกกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์ได้ถูกฝังไว้ในแกนกลางของเคเบิลใยแก้วไฟรูปทรงขดเกลียวเล็กๆ เน้นแนวคิดของรถยนต์ไฟฟ้า

ทั้งด้วยการออกแบบทำให้นึกถึงขดลวดทองแดงในมอเตอร์ไฟฟ้า และภาพการเคลื่อนไหวให้มโนภาพถึงการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า

 

โหมดการทำงานแบบอัจฉริยะของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ คอนเซ็ปต์ อีคิวเอ สามารถวิ่งได้เป็นระยะทางประมาณ 400 กม. ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ที่ติดตั้งเอาไว้ด้วย

แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูงนี้ เป็นแบบเซลล์กระเป๋า (Pouch Cell) ผลิตขึ้นโดยบริษัทย่อยของเดมเลอร์ คือ บริษัท ดอยท์ช แอคคิวโมทิฟ ผลจากการออกแบบในแบบโมดูลาร์ ทำให้ระบบแบตเตอรี่ชนิดนี้มีความจุรวมเฉพาะรุ่นมากกว่า 60 กิโลวัตต์

สำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้ชื่อว่า อีคิว เพาเวอร์ (EQ Power) หลังจากแนะนำรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกไปเมื่อต้นปี พ.ศ.2559 ได้แนะนำรถยนต์รุ่นอื่นๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศไฟฟ้าครอบคลุมทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า ทั้งในด้านการผลิตและการบริการ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทย

หนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ส โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศและเพื่อส่งออก เดมเลอร์ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 3.6 หมื่นล้านบาท ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว มีโรงงานทั้งในเยอรมนี สหรัฐ และจีน เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์

กลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท

สำหรับโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตภายในปี พ.ศ.2562

นอกจากนี้ยังเร่งสร้างเครือข่ายขยายจุดติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนไป

ลูกค้ามองหาความสะดวกสบายในการชาร์จรถยนต์มากขึ้น นอกจากการชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ห้างสรรพสินค้า หรือตามโรงแรม เป็นต้น โดยวางแผนสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมกว่า 200 จุด ครอบคลุมทั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่ง ทั่วประเทศ โรงแรมชั้นนำในเครือแมริออท ไมเนอร์ และฮิลตัน และศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ สยามเซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, พาราไดซ์ พาร์ค