“เลขาธิการ กสทช.”ชู 3 ประเด็นดันเกิด 5G ในปี 2563-64

29.11.18 | 16:49 น.

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยในงานสัมมนา 5G Disruption ระลอก 2 Iot พลิกโฉมธุรกิจการเงิน ในมหกรรมการเงินส่งท้ายปี ครั้งที่ 2 Money Expo Year-End 2018 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา ว่า องค์ประกอบที่สำคัญของ 5G ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่ 1.การส่งข้อมูลความเร็ว ที่ 5G จะมีความเร็วสูงกว่า 4G อยู่ที่ประมาณ 15 เท่า และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่า ก่อนที่จะมีเปิดการใช้งานจริงในปี 2563 2. การเชื่อมต่อของอุปกรณ์จำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน ที่ 5G สามารถรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มากถึง 1 ล้านชิ้นต่อตารางกิโลเมตร โดยในระบบ 2G สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ไม่เกิน 1 แสนชิ้นต่อตารางกิโลเมตร และ 3.การส่งข้อมูลที่มีความเสถียรมาก ซึ่งจะทำให้การใช้งานด้านอินเตอร์เน็ตต่างๆ เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยโลกในอนาคตข้างหน้าที่อินเตอร์เน็ตมีความเสถียรเพิ่มขึ้น ด้านการสาธารณสุข โดยการผ่าตัดที่ผ่านระบบหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ จะสามารถเกิดขึ้นได้

นายฐากร กล่าวว่า เมื่อเห็นว่า เทคโนโลยี 5G มีประโยชน์ และจะทำอย่างไรให้ 5G เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ได้ ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1.คลื่นความถี่ ที่ในปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอร์เรเตอร์) ทุกรายถือครองคลื่นความถี่รวมกันอยู่ที่ประมาณ 340 เมกะเฮิรตซ์ โดยเบื้องต้นเมื่อ 5G เกิดขึ้น โอเปอเรเตอร์จะต้องถือครองคลื่นความถี่จำนวน 200-300 เมกะเฮิรตซ์ต่อหนึ่งโอเปอร์เรเตอร์ เทียบกับในปัจจุบันที่มีโอเปอร์เรเตอร์ถือครองคลื่นความถี่สูงสุดอยู่ที่ 70 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ คลื่นความถี่ที่ กสทช. มีแผนที่จะต้องมีการจัดสรรออกไป ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ที่ปัจจุบันใช้ในกิจการทีวีดิจิทัล พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) ได้ลงนามในการแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อที่จะเตรียมการในดำเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่ในย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ พร้อมทั้ง เยียวยาคลื่นความถี่ในย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ให้กับกิจการทีวีดิจิทัล เพื่อที่จะนำคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ออกประมูลเพื่อที่จะใช้งานในด้านโทรคมนาคม โดยในคำสั่งดังกล่าว ได้กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังสามารถที่จะรับชมทีวีดิจิทัลได้ตามปกติ และจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

ขณะที่ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หรือนำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น ซึ่งได้ปรับปรุง ร่างประกาศ จากการนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ได้นำไปประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว และจะมีผลบังคับใช้ในการเรียกคืนคลื่นความถี่ต่อไป โดยที่จะมีการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ที่ปัจจุบันถือครองโดย บริษัท อสมท จํากัด (มหาชน) จำนวน 180 เมกะเฮิรตซ์, คลื่นความถี่ในย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งปัจจุบัน บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ถือครองอยู่ ทั้งนี้ คลื่นความถี่ดังกล่าวมีอยู่จำนวน 200 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ในย่าน 26-28 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ย่านสูง ที่ขณะนี้มีอยู่จำนวนทั้งสิ้น 3000 เมกะเฮิรตซ์ ที่ยังว่างอยู่ มาใช้ในการผลักดันให้เกิด 5G ขึ้นในอนาคต

Advertisement

นายฐากร กล่าวว่า 2.โครงสร้างพื้นฐาน ที่จากในอดีตจนถึงปัจจุบัน การใช้งานด้านโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันของผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมมีน้อยมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 30% ดังนั้น กสทช. จึงต้องกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการลดต้นทุนของผู้ประกอบ และ 3.การเชื่อมต่อ ที่จากในอดีตที่การเชื่อมต่อในระบบ 3G หรือ 4G จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างคนกับคน หรือในระบบ 4G ที่จะมีการเชื่อมต่อระหว่างคนกับสิ่งของเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ในระบบของ 5G ที่เกิดขึ้น จะเป็นการเชื่อมต่อทั้งระหว่างคนกับคน, คนกับสิ่งของ และสิ่งของกับสิ่งของ ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมีการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม ในการวางจุดการเชื่อมต่อต่างๆ ให้ขยายออกไปให้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวมีหลายประเทศได้เริ่มเตรียมการแล้ว อาทิ ประเทศเกาหลี และญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม หาก 5G ไม่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบอะไรต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ 1.ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ที่จะสูญเสียโอกาสมากกว่า 7 แสนล้าน – 1.6 ล้านล้านบาท (10-30% ของมูลค่าเพิ่มทั้งหมด) โดยผลกระทบที่จะตามมา คือ ต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่มูลค่าการผลิตจะตกต่ำลง ส่งผลให้การส่งออกเกิดปัญหา 2.ระบบสมาร์ทต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น อาทิ สมาร์ทซิตี้, สมาร์ทฟาร์มมิ่ง และสมาร์ทฮอสพิทอล จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ภาคการท่องเที่ยวในระบบใหม่ที่ใช้ระบบเวอชวล เรียลริตี้ (วีอาร์) ก็จะไม่เกิดขึ้น ในส่วนของภาคสาธารณสุข หรือภาคการรักษาพยาบาล ผ่านระบบทางไกลก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยในขณะนี้ กสทช. ได้มีการหารือเพื่อที่จะมีการตกลงร่วมกับประเทศญี่ปุ่น ในการรักษาผ่านระบบทางไกล ใน 4 โรค ได้แก่ โรคผิวหนัง โรคทางตา โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ซึ่งโรคดังกล่าวมักพบในผู้ที่สูงอายุ หรือผู้ป่วยทั่วไป เฉลี่ย 60-70% และเมื่อมีการเชื่อมต่อกับ 5G แล้วจะสามารถทำการรักษาผ่านระบบทางไกลได้ โดยจากการประมาณจะสามารถลดค่าใช้จ่ายของประเทศได้ประมาณ 38,000 ล้านบาทต่อปี และ 3.การต่อยอดธุรกิจ ที่จะทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่สามารถประเมินได้ว่า จะมีธุรกิจอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“ประเทศไทยล้าหลังระบบ 3G ประมาณ 10 ปี และล้าหลังระบบ 4G ประมาณ 7-8 ปี และเมื่อมาถึง 5G คงล้าหลังประเทศอื่นๆ ไม่ได้แล้ว โดยจะต้องตามประเทศอื่นๆ ให้ทัน ถ้าประเทศอื่นเกิด ประเทศไทยเราก็ต้องเกิด” นายฐากร กล่าว

นายฐากร กล่าวว่า การที่จะผลักดันให้เกิด 5G ได้นั้น ภาครัฐมีส่วนในการผลักดันอยู่ที่ 20% โดยการผลักดัน อาทิ เรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ตามโรดแมปของ กสทช. และการปรับปรุงหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ให้เหมาะสม โดยที่ กสทช. จะผลักดันให้เกิด 5G ใน 3 ประเด็น 1.การประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่ (เซทซีโร่การจัดสรรคลื่นความถี่) ที่สะท้อนความต้องการอย่างสมเหตุสมผล 2.ทบทวนกำหนดระยะเวลาการชำระเงิน สร้างแรงจูงใจ โดยอาจจะขยายระยะเวลาการจ่ายค่าใบอนุญาตออกไปเป็น 10-15 ปี เท่ากับอายุใบอนุญาต จากเดิมที่งวดการชำระค่าใบอนุญาตอยู่ที่ 4-6 ปี และ 3.การกำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาตตามกลุ่มผู้ใช้งาน อาทิ ในภาคโทรคมนาคม ที่จะมีการอนุญาตให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และภาคการผลิตที่จะมีการอนุญาตเฉพาะบางพื้นที่ เช่น พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ขณะที่ ภาคเอกชนมีส่วนในการผลักดันอยู่ที่ 80% ได้แก่ การนำคลื่นความถี่ไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ, พัฒนาระบบเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และลงทุนสร้างโครงข่าย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กสทช.ได้มีการจัดการประมูลคลื่นความถี่ไปแล้ว 3 ครั้ง ประกอบด้วย ปี 2555 ได้เงินจากการประมูล มูลค่า 44,000 ล้านบาท ปี 2558 ได้เงินจากการประมูล มูลค่า 248,000 ล้านบาท และปี 2561 ได้เงินจากการประมูล มูลค่า 67,000 รวมเป็นเงินที่ส่งเข้ารัฐทั้งสิ้น ประมาณ 360,000 ล้านบาท

“กสทช. มั่นใจว่า 5G เกิดขึ้นภายในปี 2563-2564 ได้ หากเดินตามโรดแมปของ สำนักงาน กสทช.” นายฐากร กล่าว