“ศูนย์วิจัยม.หอการค้า”มองช้อปช่วยชาติ เป็นมาตรการเฉพาะกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวเกิน 4% ตามเป้า

30.11.18 | 00:33 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการและวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงมาตรการช้อปช่วยชาติว่า มาตรการช้อปช่วยชาติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นมาตรการที่ดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เกิน 3.5% เนื่องจากในขณะนั้นเศรษฐกิจโตไม่ถึง 4% ส่วนการดำเนินการมาตรการช้อปช่วยชาติในปีนี้เป็นมาตรการเฉพาะกิจ ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามยุทธศาสตร์ชาติที่ระบุว่าเศรษฐกิจจะต้องโตให้ได้ 5% ภารกิจการขับเคลื่อนให้เศรษกิจปีนี้ขยายตัวเกิน 4% และในปีหน้าขยายตัวเกิน 4% เล็กน้อย จีงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งที่เป็นการลงทุนโดยตรงและการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะหากเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ 4% เท่ากับว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี

“จากสถานการณ์ของปีนี้ ทั้งผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีน การชะลอของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาส 3/2561 ที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาด ทำให้มาตรการช้อปช่วยชาติถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นมาตรการเฉพาะกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นจากการชะลอตัว โดยมองว่ารายการสินค้าที่เขเามาตรการเป็นการช่วยเศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหาได้ตรงจุด ทั้งเรื่องการกระจายตัวในต่างจังหวัดและสถานการณ์ราคาพืชผลการเกษตร เพื่อเพิ่มกำลังซื้อในต่างจังหวัด ควบคู่กับมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง โดยการช่วยสินค้าโอท็อปถือว่าตรงประเด็น ขณะเดียวกันการเปลี่ยนยางรถยนต์ ก็สอดคล้องกับแนวทางแก้ไขราคายางพาราและปาล์มของรัฐบาล ทำให้มีการใช้ยางพารามากขึ้น ส่วนหนังสือก็จะช่วยส่งเสริมการอ่านได้ เพราะฉะนั้นรายการสินค้าที่ระบุจึงครอบคลุมพอสมควร ช่วยประชาชนในต่างจังหวัดที่กำลังซื้อไม่โดดเด่น” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามอาจจะต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจนหรือให้ความรู้กับประชาชนว่ารายการสินค้าโอท็อปมีอะไรบ้าง เช่น ขนมหม้อแกง ผ้าไหม ผ้าคราม ตลอดจนเสื้อผ้าและผ้าพันคอ เนื่องจากสินค้าโอท็อปค่อนข้างกว้าง แต่ข้อดีคือผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้ในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้อาจจะต้องพิจารณาว่าการออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ อาจจะต้องมีอะไรเสริมหรือไม่

นายประพันธ์ เตชะสกลกิจกูร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เปิดเผยว่า สินค้าโอท็อปที่อยู่ในรายการลดหย่อนภาษี จะเป็นการรวมกลุ่มของวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการสามารถออกหลักฐานการซื้อสินค้าโอท็อปหรือสินค้าหัตถกรรมต่างๆ ได้ เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีได้ ส่งผลให้ราคาพืชผลการเกษตรในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ปรับตัวดีขึ้นด้วย ทั้งนี้การดำเนินมาตรการช่วยเหลือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในภาคอีสาน คิดเป็น 50% จากจำนวน 14.5 ล้านคน ซึ่งมีเม็ดเงินกว่า 20,000 ล้านบาท จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ อย่างไรก็ตามมองว่าผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวด้วย แม้ว่าสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะไม่ลุกลาม เนื่องจากทางนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐทราบดีว่าจะไม่เป็นผลดีกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม