นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ 3 กลุ่มย่อย เกี่ยวกับเรื่อง ดิจิทัล ทรานฟอร์มเมชั่น อิน เทรด แอนด์ เซอร์วิศ, อะกริคาลเจอร์ แอนด์ ฟู้ด แวลู เชน และ คอมมูนี้ตี้ เบส ทัวริสซึ่ม ของโครงการไทยเท่ ไทยเท่าเทียม ไทยยั่งยืน นั้น ที่ประชุมได้ข้อยุติว่า ที่ประชุมได้เน้นใน 3 เรื่อง คือ ด้านการค้าการลงทุน การเกษตรและอาหาร และด้านท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งจะนำผลที่ได้เสนอต่อนายกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในวันที่ 2 ธันวาคมนี้
“แนวโน้มของธุรกิจกำลังเปลี่ยนจากพฤติกรรมผู้บริโภค ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีการปรับใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบริโภค มีการลดขยะ และนำขยะมาเพิ่มมูลค่า เป็นต้น และการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุก็ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปเช่นกัน และการเติบโตของ ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ในภาคธุรกิจต่างๆในชีวิตประจำวัน”นายกลินท์กล่าว
นายกลินท์ กล่าวว่า การส่งออก การค้าชายแดน การท่องเที่ยวและบริการที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ ทำให้ ภาคบริการของประเทศไทยมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากภาคการผลิตมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น หุ่นยนต์มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และภาคการเกษตร เกษตรแปลงใหญ่ก็มีการนำเทคโนโลยี อาทิ โดรน มาใช้ทดแทนแรงงานเพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มที่แรงงานจะย้ายจากภาคการผลิตและภาคการเกษตรมายังภาคบริการมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการทุกระดับต้องเร่งปรับตัว พัฒนาทักษะใหม่ๆที่เหมาะสม เช่น การพัฒนาด้านการศึกษาและด้านอาชีวะให้ตรงความต้องการของตลาด มีโครงการทวิภาคีทั้งด้านผลิตและบริการ เมื่อจบโครงการก็สามารถทำงานได้เลย เป็นต้น
นายสาโรช ชยาวิวัฒน์กุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย มีความไม่เข้าใจถึงความแตกต่างใน 3 ส่วนคือ เทคโนโลยี แอพพลิเคชัน และอินฟราสตรัคเจอร์ ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ทราบบทบาทที่ชัดเจนว่า ควรทำเรื่องอะไรที่ส่งผลต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งหอการค้าฯเห็นว่าควรเน้นการทำ อินฟราสตรัคเจอร์ แล้วให้เอกชนมาทำต่อด้านแอพพลิเคชั่น และภาครัฐควรมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ ดิจิทัล ซึ่งภาครัฐควรเปิดข้อมูลให้เอกชนเข้าถึงทั้งด้าน อินฟราสตรัคเจอร์ และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเร่งสนับสนุนการพัฒนาและต่อยอดโดยภาคเอกชน โดยเฉพาะการนำระบบ เอไอ มาใช้บริหารจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ บนฐานข้อมูลบิ๊กดาต้า ที่สามารถประมวลผล วิเคราะห์ และนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง เป็นระบบ และเชื่อถือได้
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาธุรกิจเกษตรและอาหาร ทั้งการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ การบริหารพื้นที่เกษตรกรรมตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก การบริหารทรัพยากรน้ำ การส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมอหารไทยทั้งปี 61 มูลค่าการส่งออกคาดว่าจะมีมูลค่า 1,070,000 ล้านบาท โดยนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตามภาคเอนมีความเป็นห่วงเรื่องแรงงานภาคเกษตรที่หาไปมาก ดังนั้นหากยังแก้ปัญหาราคสินค้าเกษตรไม่ได้ก็อาจทำให้สูญเสียแรงงานภาคเกษตรจำนวนมาก ซึ่งน่าเป็นห่วง เดิมแรงงานภาคการเกษตรมี 12 ล้านคน ปีนี้เหลือ 11.78 ล้านคนหรือคิดเป็น 31.5 % ของแรงงานทั้งหมด ส่วนรายรับ-รายจ่ายของครัวเรือนภาคเกษตรยังต่ำไม่สมดุลกัน ดังนั้นรัฐบาลต้องหาวิธีการเพิ่มราคาให้สินค้าเกษตร

