ในการประชุมประจำปีของสมาคมโรงสีข้าวไทย วันที่ 8 ธันวาคมนี้ จะพิเศษกว่าการประชุมจากปีก่อนๆ เพราะจะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมฯคนใหม่ ที่นายกฯคนปัจจุบัน “เกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ “ครบวาระพอดี
ปกติไม่ว่าสมาคมใดจัดเลือกตั้งนายกฯหรือประธานคนใหม่ บรรยากาศก็จะเต็มไปด้วยความคึกคัก จะมีชื่อตัวเก็งออกมาเป็นระยะๆ แต่ครั้งนี้ ดูจะเงียบเหงา และไร้ชื่อผู้ลงแข่งขัน
จึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงว่า นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ยังคงเป็นชื่อ”เกรียงศักดิ์” หากไม่มีเหตุการณ์อะไรมาพลิกโผในโค้งสุดท้าย!!
ต่างกับวาระการประชุม ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในครั้งนี้ กับมีบรรยากาศคึกคักและได้รับความสนใจมากกว่าใครจะมานั่งนายกฯ เพราะเป็นการยกร่างพระราชบัญญัติข้าว ที่รัฐบาลกำลังเร่งออกเป็นกฎหมายให้ทันรัฐบาลปัจจุบัน และให้มีผลบังคับใช้ได้ในปี 2562 ขึ้นมาถกกัน
โดยเจตนาของการพ.ร.บ.ข้าว เพราะพบว่าการทำนาในปัจจุบันกำลังประสบปัญหา ทั้งระบบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงต่อการขาดทุนจากราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น
ตรงข้ามกับประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตที่มีแนวโน้มลดลง จนชาวนาส่วนใหญ่เจอปัญหาหนี้สิน และขาดแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่สืบทอดอาชีพทำนา หากไทยยังไม่ปรับตัว เสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารในอนาคต เหมือนที่หลายประเทศกำลังประสบปัญหา
ซึ่งหลักของกฎหมาย ก็จะมีการระบุถึงอำนาจหน้าที่ นิยามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่ามีหน้าที่ ความรับผิดชอบอย่างไร รวมถึงถูกลงโทษอย่างไร หากมีการฝ่าฝืน !! และทั้งหมดนั้น ก็มุ่งว่าเพื่อปกป้องชาวนาไทย
สำหรับโรงสี ที่ต้องหยิบการยกร่างพ.ร.บ.ข้าว มาเป็นประเด็นร้อนในการประชุมครั้งนี้ เพราะวิตกในทางปฎิบัติหลังพ.ร.บ.ข้าว บังคับใช้จริง จะกลายเป็นอุปสรรคต่อรับซื้อข้าวและค้าขายข้าว
โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดโทษการรับซื้อข้าวของโรงสี ที่ตามกฎหมายระบุให้รับซื้อข้าวคุณภาพและราคาตามทางการกำหนด
แต่ในความเป็นจริง การเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกของชาวนา มีหลายปัจจัยกดดัน เช่น สภาพอากาศบางปีเจอฝนชุกน้ำท่วมขังนาน จนต้องรีบเก็บข้าวก่อนเน่าเสีย ทำให้ข้าวเปลือกที่นำมาขายกับโรงสีจะแก่ไม่เต็มที่และมีความชื้นสูง โรงสีก็จะตีราคารับซื้อตามสภาพและไม่ได้ราคาสูงตามที่ทางการกำหนด
ถ้าหากถูกร้องจากชาวนาก็อาจเข้าข่ายผิดฐาน”กดราคารับซื้อ”ซึ่งมีโทษถึงจำคุก ยังไม่รวมถึงระเบียบในเรื่องต้องมีการขึ้นทะเบียน การมีบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าวประจำ และอื่นๆ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ที่ต้องหักทอนในการรับซื้อ
เมื่อได้สอบถามโรงสี ถึงความคาดเคลื่อนของข้าวเปลือกที่ต้องเก็บเกี่ยวเร็วกว่ากำหนดและความชื้นสูงมาตรฐาน 15% สำหรับปีที่มีฝนชุกจะมากถึง30% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าว แม้ในปีอากาศดีฝนพอเหมาะความคาดเคลื่อนยังมีถึง 5% หากส่วนนี้เจอร้องเรียนก็จะมีเป็นร้อยๆราย
และได้รับการยืนยันว่า หากเรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไข กลุ่มโรงสีฟันธงจะเกิดการปฎิเสธการรับซื้อข้าว ปัญหาข้าวล้นราคาตกก็เวียนกลับมาเหมือนเดิม
อีกเรื่องร้อนของข้าวไทย ที่รัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องเผชิญ

