หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาผู้ส่งออก ...

สภาผู้ส่งออก ชง4ทางออกถึงรัฐบาล ใช้พยุงส่งออกปี62โต5%

4.12.18 | 12:40 น.

น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.คาดว่าปีนี้การส่งออกไทยยังเติบโตได้ 8% บนสมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ และปัจจัยบวก คือ 1. ส่งออกสินค้าผ่านการค้าออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) เติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งประเมินว่ายอดขาย e-Commerce แบบ B2B ทั่วโลกมีมูลค่า22 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และแบบ B2C มีมูลค่า 2.9 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ 2.สหรัฐฯยืดระยะเวลาขึ้นภาษีสินค้าจากจีนจาก 10% เป็น 25% ออกไปอีก 90 วัน ส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าโลกให้ผ่อนคลายลง อีกทั้งตัวเลขส่งออกสินค้าและตลาดส่งออกหลักของไทยขยายตัวเป็นบวก โดย 10 เดือน ไทยส่งออกรวม 211,488 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 8.2% นำเข้ามีมูลค่า 208,929 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 14.8% และได้เกินดุลการค้า 2,559 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่แง่เงินบาทขาดดุล 9,431 ล้านบาท

น.ส.กัณญภัค กล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออก ได้แก่ 1.ความยืดเยื้อของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศจีน และสินค้าจากประเทศจีนบางส่วนไหลเข้ามาในแถบเอเชียมากขึ้น ประกอบกับการที่อาเซียน (ไทย) มีข้อตกลงทางการค้า ACFTA ทำให้สินค้าที่ส่งเข้ามามีอัตราการเสียภาษีในระดับที่ต่ำและกลายเป็นคู่แข่งของสินค้าไทย 2. คำมั่นของจีนที่จะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น อาจกระทบสินค้าบางรายการของไทยที่ส่งไปยังประเทศจีน 3. ความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลกระทบด้านจิตวิทยาต่อประเทศผู้ผลิตและค้าน้ำมัน และอาจมีผลต่อกำลังซื้อ

น.ส.กัณญภัค กล่าวต่อว่า ข้อ 4.นโยบายการดึงดูดการลงทุนของเวียดนาม ทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในเวียดนามเพิ่มมากขึ้น และเป็นการเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดของไทย โดยเฉพาะตลาดกลุ่มสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 5. ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ จากการประกาศใช้มาตรการ Low Sulphur Fuel Surcharge (Emission control) ของ IMO โดยกำหนดให้เรือขนส่งสินค้าต้องใช้น้ำมันที่มีค่า Sulfur ไม่เกิน 0.05% ในเขตชายฝั่ง 12 ไมล์ทะเล และค่า Sulfur ไม่เกิน 0.5% ในเขตน่านน้ำสากล ซึ่งปัจจัยดังกล่าวก่อให้เกิดต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนด้านพลังงานที่ เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับอุปทานยังมีไม่เพียงพอ รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่ช่วยลดค่าการปล่อยมลพิษขึ้นสู่อากาศ หรือ Scrubber ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง เช่นกัน ดังนั้น สรท. จึงมองการส่งออกในปี 2562 เติบโตต่ำกว่าปีนี้้และโตประมาณ 5%

น.ส.กัณญภัค กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะของสรท. ประกอบด้วย 1.ภาครัฐต้องกำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่ให้แข็งค่าสูงกว่าคู่ค้าและคู่แข่งที่สำคัญ ผู้ส่งออก และ เอสเอ็มอี ต้องพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการมารองรับ อาทิ 1.บริการบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ เพื่อฝากเงินไว้กับธนาคารของประเทศคู่ค้าก่อน จนกว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่เกณฑ์ที่ยอมรับได้ถึงจะโอนกลับออกเข้าบัญชีที่ประเทศไทย 2. การใช้เงินสกุลท้องถิ่น ในการประกอบธุรกิจ เพื่อลดต้นทุนทางการเงินในการทำธุรกิจ และเป็นทางเลือกในการชำระเงินในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ รวมถึงลดความเสี่ยงจากเงินสกุลหลัก เช่น สกุลดอลล่าสหรัฐ ที่มีความผันผวน ซึ่งปัจจุบัน ธปท. ได้ทำความตกลงการใช้ Direct Quote กับประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย เช่น มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฯลฯ 1.3 การประกันค่าเงิน Fx-Option หรือ สัญญา Fx-Forward ประกันความเสี่ยง ซึ่งเป็นโครงการที่ ธปท.ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออกในระดับเอสเอ็มอีมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 2 ของการดำเนินโครงการ โดยมีการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้น วงเงินค้ำประกันเพิ่มมากขึ้น

น.ส.กัณญภัค กล่าวว่า และ 2.นโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทย ที่สามารถแข่งขั้นได้ ทั้ง Inbound และ Outbound นอกจากการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมกับการได้รับสิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการ เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ยกเว้นอากรเครื่องจักร ยกเว้นอากรวัตถุดิบผลิตเพื่อส่งออก เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ภาครัฐควรส่งเสริมการลงทุนภายนอกควบคู่กันไปทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับขึ้นไปอยู่ใน Global Value Chain ได้มากขึ้น เช่น โครงการสร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ เป็นต้น อีกทั้ง ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรอำนวยความสะดวกเรื่อง กฎระเบียบและมาตรการต่างๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนไทยในต่างประเทศ เช่น อนุสัญญาภาษีซ้อน การไม่อนุญาตให้ใช้บัตรบีโอไอ เหมือนการลงทุน Inbound ซึ่งไม่เอื้อต่อหลักการการส่งเสริมนักลงทุนไทย ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ มูลค่าที่นักลงทุนไทยลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเดือนสิงหาคม 2561 ประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงเดือนมีนาคม 2561 มีการลงทุนในต่างประเทศสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท

Advertisement

น.ส.กัณญภัค กล่าวอีกว่า 3. ส่งเสริมการค้าแบบ e-Commerce B2C/B2B Cross Border ให้ครอบคลุมเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ โดยประเทศไทย ควรเร่งสร้างแพลตฟอร์มกลางการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศของไทย เพื่อเป็นเกตเวย์ให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการอย่างเต็มรูปแบบให้เกิดขึ้นจริง และสามารถเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มต่างประเทศได้ เช่น การเชื่อมโยงทางการค้าไทยกับประเทศสมาชิก ASEAN และ RCEP โดยสามารถดูตัวอย่างจาก National Trade Platform (NTP) ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นระบบนิเวศน์ที่รองรับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร และ 4. ประเทศไทยควรมีมาตรการสนับสนุนการลงทุนในการผลิตพลังงานทดแทนโดยใช้สินค้าเกษตรมาเป็นวัตถุดิบให้มากขึ้น เพื่อพยุงราคาของสินค้าภาคเกษตรกรรมภายในประเทศให้ดีขึ้น