รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน แจ้งว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงเฉลี่ยอยู่ระดับ 60-61 เหรียญฯต่อบาร์เรลได้สะท้อนมายังราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี)ตลาดโลกปรับตัวลดลงโดยเคลื่อนไหวเฉลี่ย 450 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดือนตุลาคมราคาแอลพีจีตลาดโลกเคลื่อนไหวในระดับสูงกว่า 500 เหรียญฯต่อตัน จึงมั่นใจว่ากรอบวงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานกำหนดไว้ 7,000 ล้านบาทเพื่อดูแลราคาแอลพีจีถังครัวเรือน 15 กิโลกรัม(กก.)ไม่เกิน 363 บาทต่อถังจะดูแลราคาแอลพีจีระดับดังกล่าวจนถึงสิ้นปีตามเป้าหมายอย่างแน่นอน
“ราคาแอลพีจีตลาดโลกที่ลดลงส่งผลให้เวลานี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบัญชีแอลพีจีชดเชยราคาแอลพีจีเหลือเพียง 0.84 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) จากเมื่อช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2561 ชดเชยสูงถึง 7.58 บาทต่อกก. สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯปรับตัวดีขึ้นเงินไหลออกเฉลี่ยหลัก 100 ล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น ล่าสุดเงินบัญชีแอลพีจี ณ วันที่ 2 ธันวาคม ติดลบ 5,092 ล้านบาท ดังนั้นจึงมั่นใจว่าวงเงินที่วางไว้ 7,000 ล้านบาทจะสามารถดูแลระดับราคาแอลพีจีที่ไม่เกิน 363 บาทต่อถังได้ถึงสิ้นปีนี้”รายงานข่าวระบุ
รายงานข่าวระบุอีกว่า ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเงินสุทธิอยู่ที่ 26,172 ล้านบาทแบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 31,264 ล้านบาทและบัญชีแอลพีจีติดลบ 5,092 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหากพิจารณาราคาแอลพีถัง 15 กก.ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 363 บาท ราคาแอลพีจีตลาดโลกจะต้องอยู่ในระดับ 400 เหรียญสหรัฐต่อตันหรือเทียบกับน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยประมาณ 500 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งระยะยาวระดับราคาดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ทำให้ประเมินว่าไทยจะยังคงต้องชดเชยราคาแอลพีจีต่อไป กระทรวงพลังงานจึงเตรียมหารือกับกบง.ถึงความเป็นไปได้ในการทบทวนราคาขายปลีกแอลพีจีครัวเรือนไว้ไม่เกิน 363 บาทต่อถัง 15 กก.ให้เพิ่มขึ้นในช่วงต่อไปเพื่อลดการชดเชยลง
ขณะเดียวกันจะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องนี้ด้วย หากกบง.เห็นด้วยก็คงจะต้องมาดูช่วงเวลาที่ราคาตลาดโลกลดต่ำต่อเนื่องที่จะไม่กระทบต่อภาวะค่าครองชีพของประชาชนซึ่งคงจะเป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณาดำเนินการช่วงต้นปี 2562 ต่อไป

