เตรียมตัวเตรียมใจ! สรรพากรเก็บภาษีผู้ค้าออนไลน์ เผย 2 ทางเลือก “เหมาจ่าย-ขั้นบันได” (ชมคลิป)

นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายอีเพย์เมนต์ หรือพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. ….(เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 นั้น กฎหมายมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี ไม่ได้มีเจตนาไปเก็บภาษีจากผู้ค้าออนไลน์เป็นการเฉพาะ ซึ่งในการเสียภาษีของผู้ค้าออนไลน์นั้นเป็นหน้าที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว โดยกฎหมายดังกล่าวจะเริ่มใช้ในปีภาษี 2563 คือวันที่ 1 มกราคม 2563 เนื่องจากต้องรอการเชื่อระบบระหว่างกรมกับสถาบันการเงิน โดยมีผลต่อการยื่นภาษีในปี 2564 ถ้าเป็นบุคคลธรรมดายื่นแบบช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2564

นายปิ่นสายกล่าวว่า ในกฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินต้องรายงานธุรกิจทางการเงินมายังกรมสรรพากร หากบุคคลใดมีการรับเข้าบัญชีเงินปีละ 400 ครั้ง และมีมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท หรือรับเงินเข้าบัญชีปีละ 3,000 ครั้ง โดยรวมทุกบัญชีต่อต่อ 1 ธนาคาร ถ้าจะเข้าข่ายต้องรายงานธุรกรรมบุคคลนั้นต้องรับโอนเงินวันละเกือบ 10 ครั้งจึงจะมีจำนวน 3,000 ครั้งต่อปี หรือรับโอนเงิน 5,000 บาทต่อครั้ง เป็นจำนวน 400 ครั้ง จึงจะมีมูลค่า 2 ล้านบาท ถ้าทั้งปีรับโอน 10 ล้านบาท แต่จำนวนครั้งมีแค่ 117 ครั้ง ไม่ถือว่าเข้าข่ายที่สถาบันการเงินต้องส่งข้อมูล โดยในส่วนของเงินที่นำไปฝากเอง และเงินฝากบัญชีร่วมนั้นอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารว่าจะยกเว้นอย่างไร

นายปิ่นสาย กล่าวว่า ในการเสียภาษีนั้นหากเป็นผู้มีรายได้ที่ไม่ใช่ค่าจ้างเงินเดือน จะอยู่ในมาตรา 40 (2-8) ในการจ่ายภาษีมี 2 แบบ คือ เหมาจ่าย 0.5% รายได้ ถ้ามีรายได้ 1,000 บาทเสียภาษี 5 บาท หรือเสียภาษีตามขันบันไดตั้งแต่ 5-35% การเสียภาษีแบบขั้นบันได จะต้องนำเงินได้ หักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนก่อนมาคิดภาษี ซึ่งกรมจะคำนวณหากพบว่าภาษีแบบไหนสูงกว่ากันจะเก็บอันนั้น ส่วนใหญ่ผู้ทำอาชีพอิสระ หรือค้าออนไลน์ จะถูกประเมินในแบบแรกมากกว่า หากมีรายได้ 1 ล้านบาทเสียภาษีประมาณ 5 พันบาท และมีรายได้ 2 ล้านบาท เข้าข่ายต้องรายงานธุรกรรมจะเสียภาษีประมาณ 1 หมื่นบาท

นายปิ่นสายกล่าวต่อว่า การรับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารนั้นไม่ได้หมายความว่าเงินจำนวนทั้งหมดต้องนำไปเสียภาษี เนื่องจากในหลายกรณีไม่ได้เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี เช่น การคืนเงินกู้ยืม การรับเงินที่ฝากไปทำบุญแทน เป็นต้น ซึ่งกรมสรรพากรจะนำข้อมูล ที่ได้รับไปประมวลผลร่วมกันกับข้อมูลอื่นๆ เพื่อประกอบการจัดกลุ่มผู้เสียภาษีในการดูแลและให้บริการที่เหมาะสมต่อไป โดยยืนยันว่ากฎหมายนี้ไม่ขัดแย้งกับนโยบายสังคมไร้เงินสดของรัฐบาล เนื่องจากการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็วและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น และหากผู้ประกอบการมีประวัติทางการเงินที่ถูกต้องและโปร่งใสช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน และการขอสินเชื่อต่างๆ

“ไม่อยากให้กังวลมากเพราะข้อมูลที่กรมได้รับมานั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่นำมาประเมินในเรื่องภาษี โดยจะส่งมาแค่ ชื่อ นามสกุล จำนวนครั้งเท่านั้น ไม่ได้มีการลงรายละเอียด ซึ่งกรมจะนำข้อมูลดังกล่าวมาผนวกกับข้อมูลอื่นๆ ของกรมที่มีอยู่ประมวลผลในคอมพิวเตอร์เพื่อจัดชั้นความเสี่ยงในการเสียภาษี ถ้าความเสี่ยงน้อยแนะนำยื่นแบบ ถ้าเสี่ยงมากคงต้องออกหนังสือเชิญพบขอพูดคุย เพราะเมื่อคอมพิวเตอร์พบเสี่ยงมาก แต่เขาอาจไม่ได้มีเจตนาเลี่ยงภาษี จะเชิญมาพูดคุยเพื่อแนะนำให้เสียมาภาษีอย่างถูกต้อง”


นายปิ่นสายกล่าวว่า ในการรายงานธุรกรรมทางการเงิน เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกฎหมายเท่านั้น โดยการแก้ไขกฎหมายอีเพย์เมนต์ ทำเพื่อรองรับการทำธุรกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ การให้ผู้จ่ายเงินได้สามารถเลือกวิธีการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายผ่านตัวกลาง (เช่น ธนาคาร) โดยผู้จ่ายเงินได้ไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและนำส่งภาษีให้แก่กรมสรรพากรในภายหลังอีก กฎหมายช่วยสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี กรมไม่ได้ประเมินว่ากฎหมายนี้ทำให้กรมมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าใด

นายปิ่นสายกล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแล้ว จำนวน 3 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2560 ถึงเดือนกันยายน 2561 ในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ กรมสรรพากรได้ประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นมาปรับปรุงร่างให้สอดคล้องกับผู้ใช้กฎหมายอย่างแท้จริงและไม่ก่อให้เกิดภาระเกินสมควร

“ร่างกฎหมายผ่านกระบวนการตรากฎหมายอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิของบุคคล การรักษาความเป็นส่วนตัว และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการจัดเก็บภาษีอากรมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยรายได้ให้รัฐนำไปใช้จัดบริการสาธารณะต่างๆ แก่ประชาชน การรายงานธุรกรรมที่มีลักษณะเฉพาะตามร่างพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้” นายปิ่นสายกล่าว

บทความก่อนหน้านี้‘แอมเนตตี้’ จี้ไทยต้องปล่อยตัว ผู้ลี้ภัยอดีตแข้งทีมชาติบาห์เรนกลับออสเตรเลีย
บทความถัดไปตี๋หมวยในจีน ใส่ใจหน้าใส แห่ใช้”มาร์กหน้า”เพียง2ปีโตเท่าตัว