กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออกล่าสุด คือเดือนมีนาคม พบว่ามีอัตราการขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง เพิ่มขึ้น 1.3% มีมูลค่าส่งออก 19,125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 10.27% มีมูลค่าส่งออก 18,993.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดือนมกราคมที่ติดลบต่อเนื่องจากปี 2558 เป็นเดือนที่ 13 มีมูลค่าส่งออกต่ำสุดในรอบ 4 ปี 2 เดือน ที่ 15,711 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 8.9%
เมื่อใช้แว่นขยายส่องดูชัดๆ พบว่าส่วนที่ทำให้การส่งออกขยายตัวเป็นบวกคือ “ทองคำ”
หรือทองคำจะเป็นพระเอกของการส่งออก?
เพราะการขยายตัวเป็นบวกติดต่อเป็นเดือนที่ 2 ของปี เมื่อหักเฉพาะทองคำออกพบว่า มูลค่าส่งออกเดือนมีนาคมในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงติดลบ 1% ขณะที่ตัวเลขการส่งออกไตรมาส 1 มีมูลค่า 53,829 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 0.90% เมื่อหักสินค้าน้ำมันและทองคำออก จะติดลบทันที 0.4%
นั่นแสดงให้เห็นว่าทองคำยังเป็นสัดส่วนที่มากในมูลค่าการส่งออก
สอบถามผู้คร่ำหวอดธุรกิจทองคำ อย่างนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เรื่องประเทศไทยมีการส่งออกทองคำมานานหรือยัง
นายจิตติเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจทองในประเทศ คือร้านขายทองรูปพรรณ วัถตุดิบหรือเนื้อทองที่นำมาทำทองรูปพรรณจะเป็นการนำเข้าเนื้อทองทั้งหมด ทั้งการผลิตเป็นทองคำแท่งและทองรูปพรรณ
“ถึงแม้ว่าในไทยจะมีเหมืองทองก็จริง แต่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเหมืองทองในประเทศมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงต้องนำเข้าเนื้อทองเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์ โดยในประเทศมีการผลิตทั้งทองคำแห่งที่นิยมนำไปลงทุน เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสียหาย และเก็งกำไร และผลิตเป็นทองรูปพรรณซึ่งส่วนใหญ่จะซื้อให้กันตามเทศกาล” นายจิตติกล่าว
ประเทศไทยเริ่มทำเหมืองทองคำครั้งแรกปี พ.ศ.2412 แต่ปิดกิจการไปและกลับมาทำใหม่อีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน
ที่ผ่านมามี 4 บริษัทที่ได้รับประทานบัตร คือ บริษัท ชลสิน จำกัด ในพื้นที่ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส, บริษัท สมพงษ์ไมนิ่ง จำกัด ในพื้นที่ ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี, บริษัท เหมืองแร่ดำรงเกียรติ จำกัด ที่ ต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์, บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ที่ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร และที่ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย
อีก 4 บริษัทได้รับอาชญาบัตร ได้แก่ บริษัท อมันตา มิเนอรัลล์ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี, บริษัท อมันตา จำกัด ต.น้ำผุด อ.ละงู จ.สตูล, บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ที่ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร และบริษัท รัชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก
ซึ่งทองคำที่ผลิตได้ในประเทศจะส่งออกเกือบทั้งหมด
ขณะที่ นายชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมพื้นฐานอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ (กพร.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเหมืองทองคำในประเทศไทย มีเพียง 1 แห่ง ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) อยู่ที่ จ.พิจิตร มีปริมาณการผลิต 4 ตันต่อปี ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ไทยนำเข้าทองคำจากต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ที่ 200 ตันต่อปี
จากข้อมูลของเว็บไซต์ตลาดทองพบว่า อันดับการครอบครองทองคำของไทยอยู่ลำดับที่ 30 และข้อมูลของศูนย์วิจัยทองคำพบว่าปริมาณนำเข้าและส่งออกทองคำในเดือนมกราคม 2559 มีการนำเข้า 25 ตัน ส่งออก 18 ตัน เดือนกุมภาพันธ์นำเข้า 16 ตัน ส่งออก 59 ตัน ส่วนปริมาณทองคำในตลาดโลก ประเทศที่ครอบครองทองคำเป็นอันดับ 1 คือ สหรัฐอเมริกา มีปริมาณทองคำ 8,133.5 ตัน มูลค่า 271,960.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 71.9 ของทุนสำรองของประเทศทั้งหมด อันดับ 2 คือ เยอรมนี ปริมาณทองคำ 3,407.6 ตัน มูลค่า 113,940.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 68.4 ของทุนสำรองของประเทศทั้งหมด และอันดับ 3 อิตาลี ปริมาณทองคำ 2,451.8 ตัน มูลค่า 81,980.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 67 ของทุนสำรองของประเทศทั้งหมด
นายจิตติกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ทองคำที่ไทยส่งออกนั้นหลักๆ จะส่งขายที่ตลาดฮ่องกงและสิงคโปร์เป็นหลัก แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าสัดส่วนการนำเข้าและส่งออกทองจะต่างกันมากน้อยแค่ไหน เพราะในแต่ละปีจะขึ้นอยู่กับกลไกตลาดทองโลกเป็นหลัก บางครั้งจะส่งออกมากกว่านำเข้า แต่บางปีจะนำเข้ามากกว่าส่งออก
“หากเป็นช่วงที่ตลาดไม่มีความผันผวนจะมีการนำเข้าทองเฉลี่ยประมาณ 100 ตัน เพื่อแปรรูปและขายตลาดในประเทศ แต่เมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ไทยมีการนำเข้าทองมากถึง 200 ตัน เป็นปริมาณที่มากที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งการนำเข้าทองคำที่เพิ่มขึ้นแสดงว่าราคาทองคำในตลาดโลกมีราคาลดลง จึงต้องมีการนำเข้าทองคำเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อราคาทองสูงขึ้นก็จะส่งออกเพิ่มขึ้น จะเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นมาก อย่างไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ราคาทองขยับเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3,000 บาทต่อบาททองคำ ในช่วงนี้จึงส่งออกมากกว่าการนำเข้า เนื่องจากผู้ที่ซื้อทองคำแท่งเพื่อเก็งกำไรส่วนต่างราคา ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 70-80% จะนำมาขายคืนตลาดเพื่อทำกำไร” นายจิตติบอก และว่า เมื่อตลาดในประเทศไม่มีคนซื้อก็ต้องระบายออกไปต่างประเทศ ทำให้มีการส่งออกทองมากกว่าการนำเข้า จากปกติที่มีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก
“ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าในอีก 7 เดือนที่เหลือของปีนี้ สัดส่วนการนำเข้าและส่งออกทองคำจะเป็นอย่างไร เพราะราคาทองคำจะขึ้นอยู่กับราคาทองคำตลาดโลกเป็นหลัก” นายจิตติระบุ
สอดคล้องกับ นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ ที่มองว่าการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เกิดจากราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น น่าจะเป็นการทำกำไรของตลาดในประเทศมากกว่าการจะมองว่าที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้น เป็นเพราะเศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้นแล้ว
เช่นเดียวกับ นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ราคาทองที่ปรับตัวขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหา บรรดาผู้มีอิทธิพลต่อการเงินโลกหันมาถือทองคำมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณไม่ดี การส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ที่เป็นบวกอาจเป็นภาพลวงตา เพราะเรามองว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกยังไม่ถึงจุดต่ำสุดอาจจะทรุดลงอีก จากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยว ทั้งราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ดอกเบี้ยที่ต่ำจนติดลบ มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ที่ระดมออกมา เกิดความผันผวนของค่าเงินและราคาทองคำ”
นั่นคือบทบาทของ “ทอง” ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องออกแรงกันอีกไม่น้อย

