เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในแดนบวกในภาคเช้าและปรับลดลงมาอยู่ในแดนลบในภาคบ่าย และปิดตลาดที่ระดับ 1,609.45 จุด ปรับลดลง 5.54 จุด หรือปรับลดลง 0.34% โดยระหว่างวันดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,620.60 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 1,602.42 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 44,918.04 ล้านบาท แบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 2,016.85 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 1,018.72 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 1,477.94 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 4,513.51 ล้านบาท
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาวะหุ้นวันนี้ว่า มูลค่าการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์เริ่มดูดีขึ้น เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ที่ถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงาน จากแรงเทขายทำกำไรหุ้น PTT และ PTTEP ทำให้ในวันที่ผ่านมามีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 50,000 ล้านบาท สูงกว่าช่วงที่ผ่านมาที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 30,000 กว่าล้านบาท
นายประกิตกล่าวว่า อย่างไรก็ตามประเมินว่าในสัปดาห์หน้าตลาดหุ้นจะกลับไปซึมต่อ เนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวาคมเป็นภาวะปกติที่หุ้นจะลง ก่อนจะค่อยๆ ปรับขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีจากเม็ดเงินกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และการทำวินโดว์เดรสซิ่ง โดยประเมินกรอบเคลื่อนไหวในระดับ 1,600-1,630 จุด
น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงเดือนธันวาคมนี้ต้องรอปัจจัยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์หน้าและการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้จะประกาศว่าจะขึ้นดอกเบี้ยแล้วก็ตาม จึงแนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมาลงทุนในช่วงหลังปีใหม่แทน
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


