นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานเสวนาสาธารณะ สวัสดิการประชาชนและมาตรการแก้จนบนโจทย์วินัยทางการคลังว่า มี ช่วงนี้มีวาทกรรมเรื่องความเหลื่อมล้ำ ระหว่างรายได้กับทรัพย์สิน สองอันนี้เป็นวงจรอุทบาท ถ้ารายได้เหลื่อมล้ำนำไปสู่ทรัพย์สินเหลือมล้ำ ผ่านกลไกตลาด และกลไกอำนาจรัฐ ข้อสังเกตรัฐไทยมีนโยบายรายได้อยู่บ้างแต่ไม่ค่อยมีนโยบายเรื่องทรัพย์สิน ที่ผ่านมีไม่มีนโยบายเรื่องยากจนเลย ระหว่างนั้นมีนโยบายสงเคราะห์คนจนเป็นครั้งคราว เช่น บัตรสุขภาพ แต่ใช้งบประมาณไม่มากนัก ก่อให้เกิดคำกล่าวรัฐบาลไม่เห็นหัวคนจน แต่หลังยุครัฐบาลไทยรักไทยมีนโยบายดูแลคนจนมากขึ้น อาจทำเพราะถูกบังคับว่าต้องทำ ซึ่งรูปแบบการทำนโยบายขึ้นอยู่กับทัศนคติต่อคนจนของแต่ละรัฐบาล เช่น ทำให้คนจนเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด การทำนโยบายต่างๆ ต้องการคะแนนเสียงหรือไม่ การทำนโยบายแบบสงเคราะห์หรือไม่ เรื่องงบประมาณเป็นอย่างไร จะโยงไปยังวินัยทางการคลัง
นายสมชัยกล่าวว่า มีหลักฐานทางวิชาการบ่งชี้ว่านโยบายทางการคลังลดความเหลื่อมล้ำสูงมาก เช่นในประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจยุโรป (OECD)ลดไปได้ถึง 25% จากความเหลื่อมล้ำกลไกตลาด โดยเงินโอนหรือรายจ่ายรัฐมีประสิทธิภาพสูงกว่าภาษี พบว่าสามารถลดสัมประสิทธิ์ของการกระจายรายได้(Gini)ของโออีซีดีได้ 19% จาก25% ซึ่งการโอนเงินช่วยลดความเหลื่อล้ำได้มาก เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาตรงจุด เพราะแต่ละคนต้องการไม่เหมือนกัน เช่น ต้องการเงินไปซื้ออาหาร ต้องการเงินไปหาหมอ ดังนั้นการให้เงินจึงลดผลกระทบความจนสูงสุด มีคนชอบบอกว่าต้องให้เบ็ดไม่ให้ปลา แต่ผมมองว่าควรให้ปลาเพื่อให้เขาหลุดพ้นความยากจนไปก่อน หลังจากนั้นเขาจะสร้างเบ็ดได้ตามความต้องการเขาเอง
นายสมชัยกล่าวว่า การแจกไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่ต้องไม่มากจนเกินไป โดยงบประมาณด้านสังคมไทยอยู่ที่ประมาณ 7.8% หากตั้งเป้า10% ของจีดีพี ต้องใช้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ขณะนี้ใช้อยู่ประมาณปีละ 1 แสนล้านบาทถือว่าไม่มาก เพราะแม้ไม่ใช้เงินตรงนี้ หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้น หากต้องการรักษาวินัยทางการคลังทำได้ด้วยการเรียงลำดับความสำคัญ ต้องเพิ่มการใช้จ่ายด้านสังคม โดยเฉพาะการสร้างสังคมสวัสดิการ ลดสัดส่วนการลงทุนด้านเศรษฐกิจโดยโอนให้เอกชนทำแทน และ ลดงบทหารลง มองว่ารัฐควรต้องมีเพิ่มภาษีเงินได้ เพิ่มภาษีจากฐานทรัพย์สิน เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) หากความกังวลว่าเพิ่มแวตสร้างภาระคนจน มีข้อเสนอให้ทำเอียร์มาร์ค หรือเอาเงินแวตที่เพิ่มขึ้นมาช่วยคนจน หรือนำไปแจกก็ได้
นายสมชัยกล่าวว่า คสช. ตั้งแต่อยู่อำนาจ 4 ปี มีการจ่ายเงินช่วยเกษตรกรต่อไร่ ช่วยยาง เช่นให้ไร่ละ 1,000 บาท การเติมเงินกองทุนหมู่บ้าน ช่วยเอสเอ็มอี กองทุนประชารัฐ ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย บัตรสวัสดิการ ตรงนี้ถือเป็นการแจกเงินเฉพาะกลุ่ม รัฐบาลใช้เงินประมาณปีละ1แสนล้านบาท หรือโดยรวม คสช.ใช้เงินเพื่อรากหญ้าไปประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ไม่ถือว่ามากเกินไปจากที่ควรใช้ปีละ 3.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามพบว่ามีบางส่วนยังใช้เงินนอกงบเช่น ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ไปช่วย ตรงนี้จึงยังไม่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าจะให้ดีควรให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เพื่อแก้ปัญหาคนข้ามรุ่น เข้าไปพัฒนาคุณภาพการศึกษา และยังไม่เห็นนโยบายช่วยเหลือคน 40 ปีขึ้นไป
นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับมาตรการล่าสุดใช้เงิน 3.8หมื่นล้านบาทเป็นของขวัญปีใหม่ ถือเป็นการแจกเงินเป็นนโยบายหาเสียงแน่นอน เพราะเป็นนโยบายครั้งเดียว เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง โดยมองว่าเป็นการการหาเสียงปกติ รัฐบาลอื่นก็ทำกัน ไม่ได้น่ารังเกียจ แต่รัฐบาลต้องบอกประชาชนว่ามีต้นทุนเท่าไหร่ และประชาชนต้องยอมจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อให้รัฐมีรายได้มากขึ้น
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


