นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนาสาธารณะ สวัสดิการประชาชนและมาตรการแก้จนบนโจทย์วินัยทางการคลังว่า มาตรการรัฐที่ออกมาช่วงนี้เป็นการหาเสียงก่อนเลือกตั้งแน่นอน และมาตรการครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐบาลคสช. ทุกรัฐบาลทำกัน นักเศรษฐศาสตร์เป็นห่วงมาตรการแบบนี้ค่อนข้างฉาบฉวย ไม่ได้มีการวิเคราะห์ต่อผลกระทบ และไม่ได้มองถึงผลกระทบต่อวินัยทางการเงินการคลัง หากดูนโยบายที่ผ่านมา เช่น โครงการรถคันแรก ทำให้สร้างแรงจูงใจให้คนผ่อนรถเกินตัว ส่งผลลบต่อสุขภาพทางการเงินของผู้เข้าร่วมโครงการ สร้างความอ่อนแอต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นถึง 3-4 ปีที่ผ่านมา สุดท้ายผลกระทบลามไปถึงเศรษฐกิจมหภาค
นายอธิภัทรกล่าวว่า สำหรับการคืนแวตของรัฐบาล คสช.มองว่า สร้างแรงจูงใจในลักษณะเดียวรถคันแรก เร่งใช้จ่ายเพื่อแลกกับแรงจูงใจทางการเงิน จะเป็นการคืนภาษีสรรพสามิตของรถคันแรก หรือคือแวต สร้างแรงจูงใจค่อนข้างน่ากลัว ซึ่งการคืนแวตให้คนจน ถ้าจะได้บัตรสวัสดิการต้องมีรายได้ต้องไม่เกินเดือนละ 8 พันบาท ซึ่งการคืนแวตกำหนดไว้ 5% หรือไม่เกิน 500 จะคิดเป็นเงินใช้จ่ายถึง 1 หมื่นบาท ถือว่าย้อนแย้งกับรายได้ผู้ถือบัตร และสร้างแรงจูงใจไม่ผิดกับโครงการรถคันแรก แต่โครงการนี้มีกลไกค่อนข้างซับซ้อนต้องใส่เงินเข้าบัตรไปใช้จ่าย ชาวบ้านอาจไม่ค่อยเข้าใจ สุดท้ายอาจไม่ส่งผลต่อเศรษกิจท้องถิ่นเท่ากับโครงการรถคันแรก แต่สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้ไตร่ตรองให้ดี คิดแค่ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจแค่ไตรมาสเดียว
นายอธิภัทรกล่าวว่า สำหรับโครงการช้อปช่วยชาติทำมา 3 ปี สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือขาดกลไกติดตามต้นทุนที่เกิดขึ้นกับมาตรการเหล่านี้ และไม่มีการประเมินต้นทุนของสิทธิประโยชน์ภาษี ถ้ามองเฉพาะการให้สิทธิแอลทีเอฟ อาร์เอ็มเอฟ ประกันพบว่าทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของรายรับประเทศ แม้ว่าขณะนี้มีพรบ.วินัยทางการเงินการคลัง แต่ยังมีคำถามว่าเพียงพอไหมที่จะนำมาควบคุมนักการเมืองที่ทำประชานิยม เพื่อไม่ให้ไทยถูกคุกคามความยั่งยืนทางการเงินการคลัง
นายอธิภัทรกล่าวว่า ทั้งนี้ในการประเมินความคุ้มค่า ให้หน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ในการประเมินอาจถูกนักการเมืองสั่งได้ อยากให้มีการตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาประเมิน เพื่อเปิดเผยต้นทุนการทำประชานิยมให้ประชาชนรับทราบ ให้เขารู้ว่าเมื่อจ่ายภาษีไปแล้ว รัฐบาลเอาไปทำแบบนั้นเขาพอใจไหม ถ้าสุดท้ายเงินรัฐไม่พออาจต้องขึ้นภาษี เช่นขึ้นแวตเป็น 10% ทำให้คนทั่วไปเดือดร้อน
ด้านนายภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนาสาธารณะ สวัสดิการประชาชนและมาตรการแก้จนบนโจทย์วินัยทางการคลังว่า ช้อปช่วยชาติทำให้ความเหลื่อมล้ำสูง ส่วนเบี้ยยังชีพคนชราแจกให้ทุกคนถือว่าดีกว่า แต่มีข้อเสียคือต้นทุนสูง สำหรับการแจกเงินคนจน มองว่าเป็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี คนจนพ่อแม่จนโอกาสลูกจน เด็กชาวเขาช่วยพ่อแม่เกี่ยวข้าวทั้งวันเอาเงินไหนมาเรียน การแจกเงินทำให้เขามีมาตรฐานในการดำรงชีวิต พัฒนาศักยภาพตัวเอง
นายภาวินกล่าวว่า แต่มีความกังวลว่างบรัฐมีอยู่อย่างจำกัด ถ้าโฟกัสสวัสดิการจะกระทบเม็ดเงินด้านการลงทุน งบพัฒนาศักยภาพในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีทำให้ความเลื่อมล้ำสูงขึ้น กลุ่มระดับล่างได้รับผลกระทบมาก กลุ่มทุนมีศักยภาพเขาเข้าร่วมเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทำให้ความเหลื่อมล้ำคนสูงขึ้น ความต้องการสวัสดิการจะสูงขึ้น
นายภาวินกล่าวว่า ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2540 รัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลมาตลอด มีสัดส่วนรายได้จากการจัดเก็บภาษี3 กรมภาษี เทียบกับรายได้รัฐบาลประมาณ 89-90%แสดงให้เห็นว่ารายได้ของรัฐบาลมาจากภาษีประชาชน ซึ่งพวกเราต้องจ่ายให้รัฐบาลเพื่อนำไปใช้จ่าย โดยพบว่ารายจ่ายลงทุนปรับลดลงจาก ช่วงปี 2540 อยู่ที่ 36% หลังจากนั้นปรับลดลงเรื่อยปี 2551-2555 เฉลี่ย 18.7% ช่วงปีหลังๆ เพิ่มขึ้นมาประมาณ20% ตรงนี้ทำให้เห็นว่าศักยภาพของไทยระยะยาวอาจไม่ถูกพัฒนาโดยฝั่งรัฐบาลเท่าไหร่ เพราะงบลงทุนน้อย
นายภาวินกล่าวว่า รัฐบาลต้องมีการใช้เงินดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น โดยสศช.ประเมินว่าในปี 2561-2576 ปีสุดท้ายจะมีผู้สูงอายุ 28% ถือว่าเป็นปีที่สูงอายุจุดสูงสุด ตั้งแต่ปี 2570 คาดว่าประชากรไทยจะปรับลดลง ทำให้คนวัยแรงงานลดลงไปด้วย ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันคนแรงงานจะมีภาระสูง เพราะประชากรสูงอายุมากขึ้น ทำให้รัฐต้องมีรายจ่ายสวัสดิการมากขึ้น
นายภาวินกล่าวว่า ทั้งนี้ในระยะยาวการพัฒนาปัจจัยการผลิตจำเป็นมาก และควรให้สวัสดิการส่งเสริมกาสร้างประสิทธิภาพการทำงาน ยกตัวอย่าง คนมีลูกอ่อนมีภาระการดู แต่ ประกันสังคมให้400 บาท ช่วยอะไรไม่ค่อยได้ ประเทศในแสกนดินีเวียสร้างสถานพยาบาลรับเลี้ยงเด็กคุณภาพสูงมาก รัฐบาลเขาทุ่มเทงบให้สูงมาก รวมถึงสถานดูแลผู้สูงอายุ สวัสดิการรูปนี้น่าจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของคน
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


