นางสาวศราวัลย์ อังกลมเกลียว ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2562 สถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูลอื่น (อัลเทอเนทีฟ ดาต้า) เช่น ข้อมูลการให้คะแนนเรทติ้ง ของผู้ใช้บริการ ข้อมูลคะแนนเครดิต ข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าโทรศัพท์ เป็นต้น ในการวิเคราะห์สินเชื่อได้(อินฟอร์เมชั่น เบส เลนดิ้ง) ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่มีศักยภาพให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ทั้งนี้ เอสเอ็มอีสามารถประเมินหลักประกันเพียงครั้งเดียวเพื่อยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้หลายแห่งจากเดิมที่ต้องมีการประเมินใหม่ทุกครั้งเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่าย และ ธปท. ยังส่งเสริมเอสเอ็มอีใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน เช่น พร้อมเพย์ และคิวอาร์โค้ดให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนและสร้างฐานข้อมูลซึ่งสถาบันการเงินสามารถใช้ประกอบการให้บริการทางการเงินแก่เอสเอ็มอี
“เอสเอ็มอีต้องปรับตัวเพื่อยกศักยภาพในการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพสินค้า นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อลดต้นทุนและขยายตลาดผ่านออนไลน์ ซึ่งภาครัฐควรให้การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น คลาวน์ ซอฟแวร์ เว็บเซอร์วิส รวมทั้ง อินเตอร์เน็ตให้ครอบคลุมเพื่อเพิ่มโอกาสธุรกิจ มีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขันระหว่างเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหญ่ เพราะเอสเอ็มอีโดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดเมืองรอง มีตลาดขนาดเล็กและต้นทุนแรงงานสูงเพราะแรงงานอพยพไปเมืองหลัก ดังนั้น หากผู้ประกอบการรายใหญ่มีการขยายตลาดเข้ามาในพื้นที่ ในต่างประเทศมีการกำหนดให้ต้องใช้วัตถุดิบหรือซัพพลายเชนในพื้นที่ซึ่งให้เอสเอ็มอีอยู่รอดได้ ทั้งนี้ ควรมีการแก้ไขกฎเกณฑ์ขั้นตอนที่ไม่จำเป็นจากการติดต่อภาครัฐและการขอสินเชื่อ เพราะขั้นตอนยุ่งยาก ขอเอกสารมาก และใช้เวลานาน ทำให้เป็นต้นทุนแฝงของเอสเอ็มอี” นางสาวศราวัลย์ กล่าว

นางสาวฐิตา เภกานนท์ เศรษฐกรฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธปท. กล่าวว่า ธปท.ได้สำรวจเอสเอ็มอีกว่า 2,400 รายทั่วประเทศ ในช่วงไตรมาส 1/2561 ที่ผ่านมา พบว่าปัญหาหลักที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญข้อใดข้อหนึ่ง คือ คือ 1.ต้นทุนธุรกิจสูง ทั้งจากธุรกิจจากราคาวัตถุดิบ ต้นทุนทางการเงิน ค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่ง และค่าน้ำค่าไฟ และยังมีต้นทุนแฝงจากขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานานในการติดต่อภาครับและขอสินเชื่อ 2.การแข่งขันรุนแรง ทั้งการแข่งขันจากเอสเอ็มอีด้วยกันเอง และการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมทั้งผลกระทบจากการค้าผ่านช่องทางออนไลน์(อีคอมเมิร์ช) ที่ทำให้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป ทั้งนี้ พบว่า หากเอสเอ็มอีมีการปรับตัวรอบด้าน ทั้งการนำเครื่องจักรมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการหลังบ้าน พัฒนาคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้นและแตกต่าง รวมทั้งเพิ่มช่องทางการขายผ่านอีคอมเมิร์ช เอสเอ็มอีจะมีโอกาสเติบโตกว้เอสเอ็มอีที่ไม่มีการปรับตัว

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


