รายงานข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า จากการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการของสื่อต่างๆ ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ภายหลังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เปิดซองประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ แล้วปรากฎว่ากลุ่มซีพีและพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด 70% บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม 10% บริษัท ก่อสร้างการรถไฟจีน หรือซีอาร์ซีซี 10% บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไอทีดี 5% และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือซีเค 5% ได้ยื่นขอรับการอุดหนุนจากรัฐบาลต่ำที่สุด จากเพดานที่กำหนดไว้ที่ 1.9 แสนล้านบาท ดังนั้นทำให้กลุ่มซีพีถูกคาดหมายว่าจะเป็นผู้ชนะการประมูล
อย่างไรก็ตามในขณะนี้รฟท.ยังไม่ได้ประกาศผลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยากให้ทางกลุ่มซีพีอธิบายรายละเอียดบางรายการเพิ่มเติมก่อนวันที่ 21 ธันวาคม ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถจัดพิธีลงนามในสัญญาระหว่างรฟท.และผู้ชนะการประมูลได้ในเดือนมกราคม 2562
ซึ่งแม้ว่าบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ไม่ประสบความสําเร็จในการประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ไฮสปีดเทรน) แต่ฝ่ายวิจัยเคจีไอยังคงมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มในระยะยาวของหุ้นบีทีเอส จากโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยในส่วนของธุรกิจรถไฟฟ้า หลังจากที่มีการเจระจากับทางกรุงเทพมหานคร อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานของสายสีเขียวทั้งเส้นได้ และเชื่อว่าผู้บริหารน่าจะพยายามต่อรองและเจรจาตกลงธุรกิจในสัมปทานใหม่ เช่น การ
ต่ออายุออกไปอีก 30 ปี เพื่อแลกกับการกำหนดเพดานค่าตั๋วที่ 65 บาท
จึงประเมินว่าบีทีเอสยังมีโอกาสที่จะขยายโครงการถไฟฟ้าหลัก และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในเครือได้อีก เช่น ธุรกิจสื่อ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และมองว่าธุรกิจรถไฟฟ้าของบีทีเอส จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกำไรของบริษัทจากโครงการที่มีในมือ ทำให้บริษัทรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นจากรถไฟฟ้าสายสีเขียว และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่คาดว่าจะประมูลได้อีกในอนาคต จึงคงประมาณการกำไรปี 2562 และ 2562 มี่ 2,720 ล้านบาท และ 3,990 ล้านบาทตามลำดับ

