นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการเปิดประมูลปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณและบงกช ว่า ในส่วนที่รัฐจะต้องเข้าร่วมลงทุน 25% ตามที่ระบุในร่างขอบเขตการประมูล(ทีโออาร์) ในรูปแบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) นั้น ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องคัดเลือกผู้ถือหุ้นในส่วนนี้ เนื่องจาก บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูลในทั้ง 2 แหล่ง และ ปตท.สผ.ถือเป็นบริษัทลูกของ บริษัท ปตท. (จำกัด) มหาชน ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน เข้าเกณฑ์ครบทุกด้าน ดังนั้นจึงถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนอยู่แล้ว
“ในทีโออาร์ระบุว่าต้องมีรัฐเข้าร่วมถือหุ้น ซึ่งหน่วยงานที่มีคุณสมบัติคือ กระทรวงการคลัง ธนาคารและสถาบันการเงิน และรัฐวิสาหกิจจำพวกบริษัท ซึ่งจะเหลือรัฐวิสาหกิจอยู่ 12 แห่ง และต้องตัดหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในวงการพลังงานออกไป ดังนั้น ปตท.สผ.อยู่ในข่ายที่สามารถลงทุนได้ในตัวเอง โดยไม่ต้องมีรัฐเข้าไปร่วมอีกแล้ว” นายกุลิศกล่าว
นายกุลิศกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของการประมูลแหล่งปิโตรเลียม ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบแล้วจะต้องดำเนินการลงนามในสัญญาต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเรื่องสัญญา เพื่อเตรียมลงนามตามกำหนดการที่ระบุไว้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อย่างไรก็ตามยืนยันว่าขั้นตอนการพิจารณาที่ผ่านมาถือว่ามีความโปร่งใส โดยกระทรวงพลังงานได้บันทึกข้อมูลเป็นวิดีโอต่อเนื่องในระหว่างคณะกรรมการปิโตรเลียมทำการเปิดซองประมูล โดยรัฐได้คัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและให้ผลประโยชน์ตอบแทนรัฐที่สูงสุด ไม่มีการผูกขาดอย่างที่มีกลุ่มไม่เห็นด้วยพยายามให้ข้อมูลหรือกล่าวหาอย่างแน่นอน
นายกุลิศกล่าวว่า กรณีที่ บริษัท เชฟรอน ไทยแลนด์ โฮลดิ้ง จำกัด แพ้การประมูลนั้นเชื่อว่าจะยังมีการลงทุนต่อในประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้เชฟรอนมีสัมปทานอยู่ในไทยถึง 22 แหล่ง มีมูลค่าการลงทุนจำนวนมาก จึงมั่นใจจะยังมีการลงทุนในไทยต่อไปอย่างแน่นอน
นายกุลิศกล่าวว่า สำหรับการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งใหม่ๆ ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าอยากให้มีการเปิดสำรวจปี 2562 นั้น จะต้องมาพิจารณาความพร้อมหลายๆ ด้าน โดยชธ.จะต้องศึกษาความพร้อมและความเป็นไปได้ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


