นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ขับรถแท็กซี่จากจำนวนใบอนุญาตขับรถแท็กซี่ทั่วประเทศมีอยู่ 122,356 ราย ตามข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 57.54% และส่วนภูมิภาค 42.46% โดย ผู้ขับแท็กซี่เป็นกลุ่มที่มีสภาพคล่องทางการเงินไม่ดีและมีความออนไหวด้านรายได้ตามภาวะเศรษฐกิจ
จากการที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจศ ร่วมกับ ธพว. ได้สำรวจ เรื่อง การประเมินศักยภาพธุรกิจท้องถิ่นของประเทศไทย กรณีศึกษาธุรกิจบริการแท็กซี่ โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ 1,211 ตัวอย่าง แบ่งเป็นแท็กซี่ส่วนบุคคล (เขียว-เหลือง) 38.18% และเช่าขับ (แท็กซี่นิติบุคคล) 61.82% และพบว่าส่วนใหญ่ยึดการขับรถแท็กซี่เป็นอาชีพหลักถึง 87.98% ส่วนที่ทำเป็นอาชีพเสริมเพียง 12.02% ทั้งนี้ สถานการณ์การประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่นั้น ส่วนใหญ่ 59.70% ไม่ได้เป็นเจ้าของรถแท็กซี่เอง ส่วน 40.30% ที่เป็นเจ้าของรถแท็กซี่เอง จำนวน 68.56% มีภาระต้องผ่อนชำระรถ เฉลี่ยเดือนละ 17,976.43 บาทต่อเดือน ขณะที่มีต้นทุนในการประกอบอาชีพเมื่อรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ประมาณ 41,582.31-47,156.14 บาทต่อเดือน ซึ่งจากต้นทุนการประกอบอาชีพที่สูงดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างถึง 72.83% จึงบอกว่า อัตราค่าโดยสารมิเตอร์ที่เริ่มต้น 35 บาท ไม่เหมาะสม โดยอัตราที่เห็นว่าเหมาะสม เฉลี่ยอยู่ที่ 48.35 บาท
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า กลุ่มตัวอย่างระบุว่ามีภาระต้องผ่อนชำระเฉลี่ย 4,456.67 บาทต่อเดือน และเมื่อเปรียบเทียบภาระหนี้สินปัจจุบันเทียบกับปีที่ผ่านมา กลุ่มที่ระบุว่ามีภาระหนี้เพิ่มขึ้น บอกสาเหตุ เช่น ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนบุตรหลาน มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ มีรายได้ลดลง นำเงินไปเสริมสภาพคล่องในกิจการ และลงทุนซื้อรถแท็กซี่ เป็นต้น ส่วนการผ่อนชำระในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่าง 52.11% ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้เลย ส่วน 47.89% บอกว่าเคยผิดนัดชำระหนี้ เพราะสาเหตุรายได้ไม่เพียงพอ ลืมไปชำระ จำเป็นต้องนำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่น และหมุนเงินไม่ทัน ตามลำดับ ทั้งนี้ เมื่อถามถึงวัตถุประสงค์ในการจะกู้เงินในอนาคต ได้แก่ ชำระหนี้เก่า ใช้จ่ายทั่วไป ลงทุนประกอบอาชีพ จ่ายบัตรเดรดิต จ่ายค่าการศึกษาบุตรหลาน นำไปเสริมสภาพคล่องธุรกิจ และซื้อรถแท็กซี่ ที่สำคัญกลุ่มตัวอย่าง 100% บอกว่า ต้องการกู้เงินในระบบ วงเงินที่ต้องการกู้เฉลี่ย 245,832.08 บาท ทว่า ความสามารถในการกู้เงินในระบบได้นั้นกลับมีเพียง 34.13% เท่านั้น ส่วน 65.87% ไม่สามารถกู้ในระบบได้ เนื่องจากเหตุผล ไม่มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเงิน ไม่มีหลักประกัน รายได้น้อย ไม่มีประวัติการชำระหนี้ โครงการไม่เป็นที่สนใจของธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้รับการอนุมัติจากธนาคาร และไม่รู้จะติดต่อธนาคารอย่างไร
นายธนวรรธ์ กล่าวว่า กลุ่มตัวอย่างถึง 70.45% บอกว่า ต้องการมีรถแท็กซี่เป็นของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า สะดวกต่อการใช้งาน คุ้มกว่าการเช่ารถ ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า จัดสรรเวลาทำงานได้ เป็นต้น โดยเงินทุนที่ต้องการนำไปลงทุนซื้อรถแท็กซี่ เฉลี่ยที่ 416,726.68 บาท เมื่อถามว่า หากภาครัฐมีการจัดทำโครงการให้สินเชื่อเพื่อซื้อรถแท็กซี่เป็นของตัวเอง กลุ่มตัวอย่าง 56.91% ระบุว่า สนใจเข้าร่วม เพราะอัตราการผ่อนชำระไม่สูง ดอกเบี้ยไม่แพง จะได้มีรถเป็นของตัวเอง และไม่ต้องเครียดในการหาค่าเช่ารถ ขณะที่ 16.24% บอกว่าไม่แน่ใจ ส่วน 26.85% ระบุว่า ไม่เข้าร่วม เพราะไม่อยากเป็นหนี้เพิ่ม คิดว่าขั้นตอนยุ่งยาก คิดว่าขอไปก็ไม่ได้อยู่ดี ไม่รู้ข่าวสาร และคิดว่า ไม่น่าจะมีโครงการลักษณะนี้จริง นอกจากนั้น เมื่อถามเสริมว่า หากธนาคารของรัฐ มีโครงการให้ผ่อนค่ารถแท็กซี่เป็นรายวันเท่ากับค่าเช่ารถแท็กซี่ในปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่าง 53.78% สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยสามารถผ่อนได้ตั้งแต่ต่ำสุด 593.18 บาทต่อวัน ถึงสูงสุด 894.53 บาทต่อวัน หรือเฉลี่ยที่ 623.57 บาทต่อวัน
“กลุ่มตัวอย่างบอกด้วยว่า หากมีรถแท็กซี่เป็นของตัวเอง เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาลดภาระหนี้สินได้ในระดับมาก 79.12% ช่วยลดต้นทุนค่าเช่ารถแท็กซี่ ได้ในระดับมาก 76.82% และช่วยเพิ่มรายได้ในระดับมาก 66.35% รวมถึง เมื่อมีรถเป็นของตัวเอง ยังช่วยแก้ปัญหาด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ไม่ต้องรีบส่งรถ สภาพรถจะได้รับดูแลดีขึ้นเพราะเป็นรถตัวเอง ผู้โดยสารไม่ถูกส่งลงก่อนถึงที่หมาย ไม่ปฏิเสธรับผู้โดยสาร ไม่ต้องขับรถเร็วเพื่อเร่งทำเวลา เป็นต้น” นายธนวรรธ์ กล่าว
นายธนวรรธ์ กล่าวว่า สิ่งที่กลุ่มตัวอย่างต้องการได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้แก่ 1.เพิ่มอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 2.ช่วยเหลือเรื่องภาระหนี้สิน 3.ปรับหรือลดราคาค่าแก๊ส 4.ดูแลระดับราคาค่าเช่าให้เหมาะสม 5.กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านการบริโภคและประชาชนผู้มีรายได้น้อย และ 6.ปรับหรือลดอัตราภาษีให้เหมาะสม
นอกจากนี้ นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัญหาของผู้ใช้บริการแท็กซี่ ได้แก่ การปฏิเสธผู้โดยสาร ความประมาทในการขับขี่ ใช้เส้นทางอ้อมและไม่กดมิเตอร์ พฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของพนักงานขับรถแท็กซี่ แท็กซี่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และความไม่ซื่อสัตย์ของผู้ขับแท็กซี่ ส่วนปัญหาที่ผู้ขับรถแท็กซี่ประสบ ได้แก่ ผู้ใช้บริการมองภาพลักษณ์แท็กซี่ไทยติดลบ จำนวนชั่วโมงการขับรถขั้นต่ำต่อวันถึง 12 ชั่วโมง เพื่อจะมีรายได้อย่างน้อย 400 บาทต่อวัน หรือ 15 ชั่วโมงต่อวันเพื่อรายได้ 700-800 บาท เพราะการจราจรที่ติดขัด ทั้งนี้ การจะประกอบอาชีพขับแท็กซี่ที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องดำเนินการตามขั่นตอนต่างๆ ด้านการเข้าถึงโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนทำให้ถูกแบ่งลูกค้า และมีรายจ่ายค่าอินเตอร์เน็ต รวมทั้งระบบตัดแต้มคนขับ (Demerit Point System)
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


