ตามที่มีสื่อลงข่าวว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการช้อปยางล้อช่วยชาติร่วมกับกระทรวงการคลังด้วยวิธีการที่กีดกันไม่ให้บริษัทยางล้อบางบริษัทเข้าร่วมโครงการด้วย นั้น
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กรุงเทพ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิต ชี้แจงว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้ กยท.หามาตรการให้มีการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหายางพาราราคาตกต่ำซึ่ง กยท.ได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยตลอดจนองค์กรปกครองท้องถิ่นนำยางพารามาทำถนนในพื้นที่ชนบทโดยได้กำหนดให้มีการซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรงผ่านสถาบันเกษตรกรเช่น สหกรณ์การยางหรือ กยท.โดยตรงเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายยางพาราซึ่งเป็นผลผลิตของตนเองและเป็นการดูดซับปริมาณยางออกจากตลาดด้วย
ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงการคลังจัดทำโครงการช้อชปิ้งช่วยชาติเหมือนปีก่อนๆที่ผ่านมาโดยมีรายการสินค้าเข้าร่วมโครงการ 3 ประเภทซึ่งร่วมทั้งการซื้อยางล้อใหม่เพื่อนำหลักฐานการซื้อยางล้อดังกล่าวไปลดภาษีเงินได้ในวงเงิน 15,000 บาทด้วย กยท.ซึ่งได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มาร่วมกับกระทรวงการคลัง จึงได้เชิญชวนให้ผู้ผลิตล้อยางที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยทุกรายเข้าร่วมโครงการช้อปยางล้อช่วยชาติในระหว่าง16 ธันวาคม-15 มกราคม 2562 และเพื่อเป็นการสนองนโยบายการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศของรัฐบาล กยท.จึงได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทผู้ผลิตยางล้อทุกรายที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการช้อปยางช่วยชาติต้องแสดงหลักการซื้อยางพาราวัตถุดิบในการผลิตยางล้อจากสถาบันเกษตรกรหรือ กยท.โดยตรงเช่นเดียวกับหลักการใช้ยางพาราทำถนนดังกล่าวข้างต้นแล้ว กยท.ก็จะออกหลักฐานเป็นคูปองให้บริษัทนั้นๆเพื่อใช้ในการร่วมโครงการช้อปปิ้งช่วยชาติของกระทรวงการคลังด้วย
แต่ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีบริษัทยางล้อบางบริษัทอ้างว่าไม่สามารถจะทำตามเงื่อนไขของ กยท.ได้เพราะเมื่อซื้อวัตถุดิบคือยางพาราแล้วต้องส่งตัวอย่างยางพาราดังกล่าวไปให้บริษัทแม่ที่อยู่ต่างประเทศตรวจสอบคุณภาพและรับรองก่อนซึ่งจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือนซึ่งเลยช่วงเวลาของโครงการช้อปช่วยชาติประกอบกับเกรงว่าสถาบันเกษตรกรหรือกยท.อาจจะส่งมอบวัตถุดิบไม่ตรงตามกำหนดเวลาด้วย
บริษัทเหล่านั้นจึงยื่นเงื่อนไขใหม่ขอซื้อยางพาราจากบริษัทเอกชนคู่ค้าประจำซึ่งตนเองมีสัญญาซื้อขายกันอยู่แล้วและบริษัทคู่ค้าดังกล่าวได้รับการรับรองคุณภาพจากบริษัทแม่ในต่างประเทศแล้วด้วย
กยท.จึงได้เสนอเงื่อนไขดังกล่าวของบริษัทเหล่านั้น ให้นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาซึ่งต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งว่า หากอนุมัติให้บริษัทที่ไม่ได้ซื้อยางพาราโดยตรงจากสถาบันเกษตรกรหรือ กยท.ก็อาจขัดกับมติ ครม.หรือนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีการซื้อยางพาราโดยตรงจากเกษตรกรประกอบกับหากบริษัทที่ขายยางพาราให้กับบริษัทผลิตยางล้อนั้น ไปเอายางพาราในโกดังของบริษัทที่ซื้อตุนเก็บไว้ก็จะไม่เป็นการดูดซับยางออกจากตลาดซึ่งจะทำให้ไม่มีผลต่อการรักษาเสถียรภาพราคายางตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย
รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า
“เงื่อนไขการกำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการช้อปยางช่วยชาติดังกล่างข้างต้นไม่ใช่ข้อจำกัดในการล็อกสเปกหรือกีดกันบริษัทใดบริษัทหนึ่งในการเข้าร่วมโครงการช้อปช่วยชาติแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเป็นเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นมาตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชางสวนยางพาราโดยตรงในการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากไปซื้อยางพาราในราคานำตลาดมาเก็บรักษาไว้ในให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการเก็บรักษาด้วย”

