หน้าแรก เศรษฐกิจ วงเสวนา วสท. ...

วงเสวนา วสท. แนะรัฐแก้ปัญหา”ยาง” มุ่งนวัตกรรมสู่กลาง-ปลายน้ำ สร้างถนนยังตอบไม่ตรงจุด

20.12.18 | 19:17 น.

20 ธันวาคม-วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ระดมความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน เรื่อง “สร้างอนาคตและเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราไทยในตลาดโลก”เพื่อสนับสนุนรัฐบาลและเสนอทางแก้ปัญหาด้วยวิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ถูกจุด คุ้มค่างบประมาณ และเกิดความยั่งยืน ซึ่งหลายภาคส่วนเห็นว่าการผลักดันยางพาราเพื่อใช้ราดหรือผสมในงานก่อสร้างถนน เป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและอาจมีภาระปัญหาตามมาไม่รู้จบ วสท.เห็นควรว่าทุกภาคส่วนควรวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการจัดทำมาตรฐานผู้ผลิตในการก่อสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทั้งนี้ผลการศึกษาทดลองกับถนนจริง ควรดำเนินการตามหลักปฏิบัติทางวิศวกรรมโดยเน้นไปที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทึบน้ำ (Permeability) และเสถียรภาพของโครงสร้างเส้นทาง (Unconfidned Compressive Strength)

นายเอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. กล่าวว่า ยางที่มีคุณภาพดีต้องผ่านกระบวนการผลิตที่มีต้นทุนสูง และอาจให้ผลค่าทึบน้ำที่ไม่แตกต่างกัน อีกทั้งยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีราคาผันผวนเปลี่ยนไปตามอุปสงค์และอุปทานของโลกและจะเป็นปัญหาในการคำนวณราคาก่อสร้าง จึงไม่เหมาะที่จะใช้เป็นวัสดุก่อสร้างประเภทถนน นอกจากนี้ ปัญหาการใช้งานถนนผิวทางแอลฟัลท์คอนกรีต (Asphalt Concrete) โดยใช้ยางพาราสดธรรมชาติที่มีปริมาณความชื้นจุ (Moisture Content) สูงมาก และความหนาแน่นสูงกว่าต่อยางมะตอยในขณะผสมร้อน (Hot Mix) จะทำให้น้ำในยางพาราเดือดและก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนการทำถนนยางพาราดินซีเมนต์ ในอัตราส่วนผสมยางพาราชนิดเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 5 ซึ่งเป็นจุดสมดุลระหว่างราคาและสมรรถนะในการทำผิวทางที่ดีขึ้น สำหรับการผสมยางพาราสดในการทำพื้นทางถนนยังไม่มีข้อมูลชัดเจนในประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยมีราคาค่าก่อสร้างที่แพงขึ้นไปด้วย

นายเอน กล่าวว่า ในยุคที่รัฐบาลมุ่งจะผลักดันประเทศด้วยนวัตกรรมเพื่อก้าวเป็นไทยแลนด์ 4.0 ควรหันไปส่งเสริมทำวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับยางพาราไทยสู่กลางน้ำและปลายน้ำ ใช้งบส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวัสดุยางเป็นวัสดุก่อสร้างซึ่งมีมูลค่าสูงและทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ “แท่นยางรองสะพาน” (Neoprene Bearing Pad) ทำหน้าที่ลดการสั่นสะเทือนของสะพานในขณะบรรทุกหนัก เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและลดความเสียหายของสะพานทั่วประเทศไทยที่มีอยู่หลายหมื่นแห่ง และยังสามารถผลิต “ยางตัดการสั่นสะเทือนของหลังคาโดยอุปกรณ์แขวนฝ้า” ซึ่งจำเป็นต้องใช้เพื่อลดเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือน และมีการใช้กว้างขวางในห้องทีต้องการความเงียบ นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี “วัสดุแผ่นยางรองที่มีคุณภาพพิเศษเพื่อแยกตัวอาคารออกจากฐานราก” หรือ Base Isolation Technology ซึ่งเทคโนโลยีก่อสร้างนี้จะช่วยป้องกันความเสียหายจากแรงแผ่นดินไหวให้กับสิ่งปลูกสร้างเช่น อาคาร สะพาน

ปัจจุบันมีการนำเอาเทคโนโลยี Base Isolation ไปใช้งานกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน นิวซีแลนด์ ชิลี เป็นต้น ในญี่ปุ่นมีการใช้งานกว่า 4,000 อาคาร (ในปี ค.ศ.2015) นอกจากนี้ยังพัฒนาต่อเนื่องเป็นวัสดุสำหรับลดการสั่นสะเทือนให้กับอุปกรณ์ไฮเทคหรือมีคุณค่าต่างๆในอาคาร เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล วัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์ อีกรูปแบบหนึ่งที่มีการใช้งาน คือ “Laminated Rubber Isolation” เป็นรูปแบบที่ใช้ยางที่มีความยืดหยุ่นและมีการใช้แผ่นเหล็ก (Inner Steel Plate) แทรกสลับกันเป็นชั้นๆภายใต้ยางเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับแรงในแนวดิ่ง ซึ่งยึดแกนกลางด้วยแกนตะกั่ว (Lead Plug) ส่วนด้านบนและล่างมีการประกบเหล็กแผ่นหนา

Advertisement

นายเอนก กล่าวว่า หลายหน่วยงานได้มาร่วมระดมข้อคิดเห็นครั้งนี้ เช่น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.), กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (กปท.) สำนักวิจัยพัฒนา กรมชลประทาน กรมทางหลวงชนบท (ทช) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการ วิศวกร นักวิจัย ทุกฝ่ายเห็นพ้องกับ วสท.ที่จะต้องร่วมมือกันและผลักดันการวิจัยพัฒนานวัตกรรมยางพาราและเพิ่มมูลค่าในตลาดโลก ซึ่งไทยจะต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก้าวไปไกลมากแล้ว ในอนาคตไทยยังสามารถพัฒนายางพาราในรูปแบบใหม่ๆ เช่น ผงแป้ง ( Rubber Powder) ที่สะดวกต่อการนำไปใช้หรือต่อยอด นอกจากนี้มีผู้เสนอให้พัฒนาคุณภาพยางพาราเพื่อทำโครงการ 1 สระ 1 ตำบล จะได้ประโยชน์มากกว่าการทำถนน เนื่องจากทุกท้องถิ่นต้องการแก้มลิง หรือแหล่งเก็บน้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำท่วมน้ำแล้งสำหรับชุมชน สำหรับโครงการนำยางพาราสดไปราดถนน หรือทำยางข้นผสมทำถนนพาราซีเมนต์นั้น ครม.เพียงเห็นชอบในหลักการแนวคิด ซึ่งหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องจะต้องทำรายละเอียดความเป็นไปได้และการปฏิบัติเสนอต่อไป ทั้งนี้จะมีการประชุมกับหน่วยงานต่างๆในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ จึงเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของ วสท.ว่าต้องทำมาตรฐานการทำถนนพาราดินซีเมนต์อย่างเป็นระบบ

รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ (Siriwat Chaichana) ที่ปรึกษา คณะกรรมการสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. ได้สรุปข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการสร้างอนาคตและมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราไทยอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก 1.รัฐบาลควรตั้งงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนายางพาราไทยสำหรับเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีนวัตกรรมและมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งได้ประโยชน์หลายฝ่าย ทั้งเพิ่มรายได้แก่ประเทศ ส่งเสริมรายได้เกษตรกร อุตสาหกรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชน 2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันในการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เช่น การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และสนง.กองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มหาวิทยาลัย กระทรวงพาณิชย์ 3.ควรวางแผนพัฒนานวัตกรรมยางเชิงพาณิชย์ ในระยะไม่เกิน 3 ปี 4. ควรควบคุมปริมาณและวางแผนการปลูกยางให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนไปแล้ว 5.ในระยะสั้นต้องรีบดำเนินการให้มีมาตรฐานการทำถนนพาราซีเมนต์อย่างเป็นระบบเพื่อสามารถกำหนดราคากลางและสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้ถนน

อีกนวัตกรรมที่ทำจากวัสดุยาง คือ TMD ตัวหน่วงแรงลมให้ตึกสูงซึ่งผ่านการทดสอบว่าควบคุมแรงสั่นสะเทือนได้ดี ทำให้สามารถลดความหนาของผนังตึกสูงจาก 50 ซม.ลงเหลือ 30 ซม ช่วยประหยัดวัสดุก่อสร้างและ ลด cost สร้างตึก ตลาดไม่เพียงในประเทศไทยแต่กว้างไกลในอาเซียนและตลาดโลก