หมายเหตุ – เป็นความเห็นจากนักวิชาการและภาคธุรกิจเอกชน กรณีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากเดิม 1.50% เป็น 1.75% ต่อปี ซึ่งจะมีผลทันที โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้นครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับจากปี 2554 จะมีผลกระทบอย่างไรทั้งต่อภาคธุรกิจและประชาชน ทั้งในด้านผู้ฝากเงินและผู้กู้เงิน
พรชัย รัตนตรัยภพ
ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
การขึ้นดอกเบี้ยทำให้ทุกคนได้รับผลกระทบทันที เหมือนเป็นการจับผู้ประกอบการเป็นตัวประกัน เพราะเป็นลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ ขณะเดียวกันก็มองว่าการขึ้นครั้งนี้รัฐบาลเองได้หารือตกลงกับกลุ่มธนาคารไว้แล้ว เพื่อแลกกับค่าธรรมเนียมที่ธนาคารยกเว้นหรือปรับลดในช่วงที่ผ่านมา
การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนโดนกันหมด ซึ่งนอกจากธนาคารพาณิชย์ที่จะปรับดอกเบี้ยขึ้นตาม กลุ่มเงินกู้นอกระบบก็จะมีการปรับดอกเบี้ยตามด้วย ส่วนนี้ต้องดูแลให้ดี เพราะยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่พึ่งพาเงินส่วนนี้ในการดำรงชีวิต
สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ผลกระทบมีแน่นอน อยู่ที่ว่าแต่ละกลุ่มจะได้รับผลกระทบมากหรือไม่ ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมจะมีผลกับต้นทุนการผลิตสินค้าแน่นอน แต่ต้องขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดของโรงงานอุตสาหกรรมนั้นๆ แต่กลุ่มที่น่ากังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มากที่สุดคือ กลุ่มประชาชนทั่วไปที่ผู้กู้มากกว่าผู้ฝาก การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยขึ้นทันที ซึ่งอัตราก็สูงกว่าอัตรานโยบายค่อนข้างมาก
อีกกลุ่มที่น่ากังวลคือ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพราะกระแสเงินสดน้อย ส่วนใหญ่ต้องกู้เงินเพื่อดูแลธุรกิจ ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ
ปกติการจะปรับขึ้นดอกเบี้ยต้องพิจารณาเชิงลึกว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันถือว่ายังไม่ใช่ เศรษฐกิจไทยเพิ่งจะฟื้นตัว และฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ ซึ่งภาคเอกชนคัดค้านมาตลอด เพราะจะกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศแน่นอน
สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป อยากให้ กนง.พิจารณาอย่างรอบคอบ และควรชะลอการขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง โดยประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ว่ามีทิศทางอย่างไร และส่งผลต่อไทยอย่างไร
ประกิต สิริวัฒนเกตุ
ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดต่างประเทศ ไม่ได้ปรับขึ้นจากปัจจัยเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม อาจจะมีความกังวลในด้านเศรษฐกิจจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยประกอบกับทางธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยตาม ส่วนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า ประเมินว่า กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีอีก 1 ครั้ง
การขึ้นดอกเบี้ยในอัตรา 0.25% รวมเป็น 1.75% พร้อมๆ กับปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้เป็น 4.2% จากเดิม 4.4% และปีหน้า 4.0% จากเดิม 4.2% มองว่าการขึ้นดอกเบี้ยที่สวนทางกับการปรับลดคาดการณ์จีดีพี หรือการคงกรอบเงินเฟ้อไว้ในระดับต่ำ ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้น่าจะมีวัตถุประสงค์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน และการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต และลดพฤติกรรมเก็งกำไรเป็นหลัก ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปจึงไม่น่ารีบร้อนมากนัก โดยมีความเป็นไปได้ที่การขึ้นดอกเบี้ยในปี 2562 กนง.จะมีมติขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง และน่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4
อย่างไรก็ตาม บรรดาธนาคารขนาดใหญ่ทั้งธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย ออกมายืนยันแล้วว่า จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝาก จุดนี้อาจสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนและทำให้เกิดแรงขายทำกำไรได้ ทั้งนี้ การปรับลดลงของหุ้นธนาคาร จะเป็นโอกาสให้เข้าซื้อสะสมธนาคารขนาดใหญ่
ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์
ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย
เดิมตลาดคาดการณ์ว่า กนง.น่าจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในรอบเดือนธันวาคมนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจรากหญ้าขณะนี้ยังขยายตัวไม่ดี นอกจากนี้แล้วปัจจัยเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เคยเป็นพระเอก ปีนี้อาจจะไม่ใช่พระเอกที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2562 ประกอบกับปัจจัยต่างประเทศยังมีความผันผวน ทั้งเรื่องสงครามการค้าที่อาจจะลุกลามไปเรื่องสัญชาติ เป็นต้น กระทบกับ
การค้าโลก เพราะฉะนั้นในภาพรวมจึงยังไม่ใช่จังหวะที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ถ้าดูเรื่องเงินเฟ้อ เงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 0.7% เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 0.8% และภาพรวมเงินเฟ้อเฉลี่ยยังอยู่ในกรอบ 1% และมีตัวเลขสำคัญโดยรายงานว่าเงินเฟ้อชนบทอยู่ในระดับ 0.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก สะท้อนว่าการจับจ่ายในต่างจังหวัดยังไม่ดีเท่าที่ควร และถ้าดูยอดการจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์จะพบว่ายังเป็นลบ สวนทางกับยอดจำหน่ายรถยนต์ที่โตอย่างผิดปกติ เพราะฉะนั้นตัวเลขที่สะท้อนออกมา สัมพันธ์กับภาคการบริโภค และรายได้ของเกษตรกรในต่างจังหวัดหรือเศรษฐกิจระดับรากหญ้าที่ยังไม่ดี
เพราะฉะนั้นจึงมีผลกระทบกับต้นทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการขนาดกลาง จากดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้สำหรับคนทั่วไปอาจจะมีผลกระทบในเชิงจิตวิทยาจากการขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพหรือการรักษาสมดุล ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยที่จะต้องพิจารณา
พรายพล คุ้มทรัพย์
นักวิชาการอิสระ
การที่ กนง.มีมติให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25 บาทนั้น ถ้าไม่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ก็คงจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะแนวโน้มของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมีมาตั้งแต่รัฐบาลกลางสหรัฐเริ่มนำนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดมาใช้เมื่อเกือบ 2 ปีมาแล้ว และหลายประเทศในเอเชียก็ขยับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น แม้บ้านเราเกือบจะเรียกว่าเป็นประเทศสุดท้ายในเอเชียย่านนี้ที่เพิ่งขยับก็ตาม แต่สภาพการณ์เราก็อาจจะ
เรียกว่าต่างจากคนอื่นในลักษณะที่สภาพการเงินเราค่อนข้างมีเสถียรภาพ ค่อนไปทางแข็งด้วยซ้ำ ฐานะทางการเงินระหว่างประเทศก็ยังมั่นคงดี บัญชีเดินสะพัดก็เป็นบวกเกือบจะเรียกว่าหลายปีติดต่อกันแล้ว และเงินเฟ้อค่อนข้างต่ำ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจจะไม่สูงมากแต่ไม่ถึงกับย่ำแย่ ฉะนั้นจึงเอื้อในลักษณะที่ว่าดอกเบี้ยก็ยังคงที่ต่ำอยู่คือ 1.5% ในขณะเดียวกันพอเราเห็นการฟื้นตัวทางด้านเศษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกก็ดี การค้าการลงทุนระหว่างประเทศ และสภาพการณ์ทางด้านการเมืองของเรา ก็อาจจะต้องถึงเวลาที่จะขยับแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนตัวเห็นว่าขึ้นเร็วไปนิดหนึ่ง น่าจะรอให้อัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นสักหน่อย เพราะเงินเฟ้อต่ำเตี้ยมากๆ และต่ำเตี้ยมาหลายปีแล้ว แต่ผู้ที่ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะบอกว่ารอไม่ได้แล้ว และเราอาจจะเริ่มเห็นแล้วว่าเรื่องเก็งกำไร เรื่องหนี้ครัวเรือน พูดภาษาชาวบ้านคือผู้คนเริ่มก่อหนี้มากขึ้น เพราะฉะนั้นต้องส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ว่าการกู้ยืมและการให้กู้ยืมอาจจะต้องระวังมากขึ้นแล้ว ไม่เช่นนั้นปัญหาหนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะอัตราดอกเบี้ย 1.5% ถือว่าต่ำมาก และต่ำมากเป็นประวัติการณ์ของเรา และต่ำมา 6-7 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นผู้คนก็อาจจะเคยชินกับการกู้ยืม การใช้จ่ายเกินตัว และบางส่วนก็เป็นการเก็งกำไร
ถ้าจะให้พูดจริงๆ อาจจะเร็วเกินไปที่จะขยับขึ้น แต่ไม่ถึงกับเสียหายอะไร เพราะเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องในทางด้านทิศทางอยู่แล้ว
กรณีผลกระทบต่อรากหญ้าหรือไม่นั้น ในระดับหนึ่งอาจจะกระทบ แต่อย่าลืมว่าการขึ้นครั้งนี้ขึ้นน้อยมาก และนายแบงก์หลายคนก็บอกว่า ทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็จริง แต่แบงก์อาจจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามไปด้วยทั้งเงินฝากและเงินกู้ ฉะนั้นผลกระทบก็จะไม่ตกอยู่กับผู้กู้ทุกรายหรือทุกประเภท อาจจะมีบางประเภทรู้สึกว่าภาระหรือเงื่อนไขเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ สรุปคือ ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนหรือมนุษย์เงินเดือนทุกคนที่จะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนี้โดยทันที
ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรใหม่ แต่นี้ไปคงไม่เห็นอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างที่เคยเห็นมาแล้ว ปีหน้าคาดว่าถ้าโอกาสอำนวย แบงก์ชาติหรือ กนง. ก็คงจะตัดสินใจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกสัก 25-50 สตางค์ ซึ่งต้องถือว่าไม่มาก เป็นการค่อยๆ ขยับขึ้นมากกว่า แต่คงใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะตัดสินใจอีกรอบ

