น.อ.จุฬารัตน์ มินมุนิน รองผู้อํานวยการกองการกลั่นปิโตรเลียม กรมการพลังงานทหาร เปิดเผยว่า ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) วิจัยและพัฒนานำผลผลิตจากโรงกลั่นน้ำมันมาแปรรูปเป็นน้ำมันสำเร็จรูป แบ่งเป็น 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการแปรรูปแนฟทาที่ผลิตได้มาเปลี่ยนเป็นน้ำมันเบนซิน โดยได้ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) โดยจะเริ่มดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ 2563 หรือในเดือนตุลาคม 2562 นำร่องใช้พัฒนาเป็นต้นแบบ หากได้ผลสำเร็จก็จะดำเนินการกับแนฟทาทั้งหมดที่ผลิตได้
2.โครงการแปรรูปน้ำมันเตาหนักเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว โดยโครงการนี้ได้ร่วมวิจับกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในช่วงงบประมาณปี 2563 เช่นเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบที่ผลิตได้ เนื่องจากเดิมแนฟทาและน้ำมันเตาทางโรงกลั่นหลังจากที่มีการผลิตออกมาแล้วจะส่งขายให้กับบริษัท ไออาร์พีจี จำกัด(มหาชน)เท่านั้น
“ทางโรงกลั่นมีกำลังการผลิตต่อวันได้ 1,400 บาร์เรล แบ่งเป็นแนฟทา 9% และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 30% นอกนั้นจะเป็นน้ำมันเตา ซึ่งวัตถุดิบที่ผลิตได้นอกจากจะนำไปให้กองทหารในหน่วยงานใช้แล้ว นอกเหนือจากนั้นเราก็ขายให้กับไออาร์พีซี แต่หากการวิจัยดังกล่าวมีผมสำเร็จเราก็จะสามารถนำผลมาใช้ภายในได้ รวมถึงส่งขายในราคาที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย”น.อ.จุฬารัตน์ กล่าว
นายภูมี ศรีสุวรรณ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) กล่าวภายหลังลงพื้นที่ศึกษาดูงาน การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งน้ำมันดิบฝาง ว่า แหล่งน้ำมันดิบแห่งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่ผลักดันให้เกิดการตื่นตัวเรื่องจัดหาและพึ่งพาทรัพยากรพลังงานในประเทศจนพัฒนาไปสู่การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้กับประเทศไทยในปัจจุบัน โดยแหล่งน้ำมันดิบฝาง ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลแม่คะ ตำบลแม่สูน และตำบลสันทราย โดยมีปริมาณการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 750 บาร์เรลต่อวัน จากหลุมผลิตทั้งหมด 62 หลุม เพื่อใช้ในภารกิจของกระทรวงกลาโหมเป็นหลัก

