นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ยอดการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ประกอบด้วย จ.ฉะเชิงเทรา ชลบรี และระยอง ช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ปี 2561 มีจำนวน 6,645 ราย เพิ่มขึ้น 6.75% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2560 มีทุนจดทะเบียนจัดตั้ง 1.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.14% โดยประเภทธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรกช่วง 11 เดือน ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ 1,193 ราย ก่อสร้างอาคารทั่วไป 549 ราย และภัตตาคารและร้านอาหาร 283 ราย
นายวุฒิไกร กล่าวว่า ทำให้นิติบุคคลคงอยู่ในพื้นที่อีอีซี ในปัจจุบันมีจำนวน 6.67 หมื่นราย ทุนจดทะเบียน 1.83 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นอยู่ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา 5,200 ราย ทุนจดทะเบียน 1.74 แสนล้านบาท ชลบุรี 4.89 หมื่นราย ทุนจดทะเบียน 1.07 ล้านล้านบาท และระยอง 1.26 หมื่นราย ทุนจดทะเบียน 5.80 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มีการประกอบธุรกิจบริการคิดเป็นสัดส่วน 60.38% และเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คิดเป็นสัดส่วน 98.10%
สำหรับ การลงทุนของต่างชาติในนามนิติบุคคลไทยในพื้นที่อีอีซี (ถือหุ้นไม่เกิน 49.99%) มีมูลค่าทั้งสิ้น 6.89 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37.63% ของมูลค่าทุนทั้งหมด โดยชาวต่างชาติที่มาลงทุนในนามนิติบุคคลไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น มูลค่า 3.56 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 51.71% สิงคโปร์ 5.66 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.22% จีน 4.65 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.74% สหรัฐ 2.79 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.06% เกาหลีใต้ 2.04 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.96% และอื่นๆ 1.81 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 26.31%
นายวุฒิไกร กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าสัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติในนิติบุคคลไทยแบ่งตามจังหวัด มีการลงทุนในจ.ระยองสูงสุด 3.81 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 55.33% รองลงมาชลบุรี 2.38 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 34.62% และฉะเชิงเทรา 5.93 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10.05%
นายปรัชญา สมะลาภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก หอการค้าไทย กล่าวว่า ปี 2562 คาดว่าเศรษฐกิจภาคตะวันออก (จีดีพีภาคตะวันออก) จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% หรือมีรายได้จีดีพีเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 แสนล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่าจีดีพีภาคตะวันออกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4% เนื่องจากได้รับผลดีจากการลงทุนของภาครับและเอกชนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งโครงการท่าเรือแหลมฉบับ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบิน และความชัดเจนในการปรับผังเมืองใหม่ของภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่านักท่องเที่ยวจะมาคึกคักในปีหน้า จากกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล
“เศรษฐกิจภาคตะวันออกในปีหน้าจะคึกคักมาก จากการลงทุนในพื้นที่อีอีซีเป็นหลักทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวมถึงต่างชาติ หลังจากที่รัฐบาลส่งเสริมให้เข้ามาลงทุนในอีอีซีอย่างต่อเนื่อง นอกจากรายได้จากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซีแล้ว เศรษฐกิจภาคตะวันออกยังได้รายได้จากการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัว รวมถึงการค้าชายแดนด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ยังกังวลคือการพัฒนาคนเพื่อตอบรับกับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่พื้นที่อีอีซี ที่เอกชนจะต้องร่วมมือกับรัฐเพื่อรองรับในส่วนนี้ “ นายปรัชญา กล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


