‘นิด้า’ประเมินเม็ดเงินสะพัดช่วงเลือกตั้งเกือบ 4 หมื่นลบ. ดันการบริโภคขยายตัว

25.12.18 | 08:28 น.

นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า นิด้าประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ว่าจะเติบโตในกรอบ 3.7-4.0 % จากมาตรการและนโยบายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งหลายโครงการได้รับอนุมัติและสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2562 ซึ่งมีงบลงทุนกว่า 4.5 แสนล้านบาท เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีม่วง โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ

แม้ว่าในช่วงไตรมาส 1/2562 ของปี บทบาทของรัฐอาจชะลอตัวจากภาวะการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ความชัดเจนทางการเมืองจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่านโยบายของรัฐบาลใหม่จะสามารถสร้างความน่าสนใจ รวมถึงดึงดูดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนให้เข้ามาในประเทศได้ นอกจากนี้ยังมีงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีกกว่า 4 แสนล้านบาท

ส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนอาจดีขึ้นได้ในช่วงไตรมาส 1 จากเงินเลือกตั้งกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท แต่ในช่วงครึ่งปีหลังอาจซบเซา เพราะหนี้ภาคครัวเรือนมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ควรเร่งจัดการแก้ไขเรื่องนี้ ไปพร้อมๆ กับการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนภาคการลงทุนปี 2562 คาดว่าต้องรอถึงช่วงครึ่งปีหลัง เพราะบรรยากาศในการลงทุนและความเชื่อมั่นน่าจะเกิดขึ้นได้จากความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง

ขณะที่ภาคการส่งออก ภาวะการค้าโลกกำลังอยู่ในสภาวะชะลอตัวจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน โดยมีความเป็นไปได้ว่าบทสรุปของสงครามการค้าระหว่างจีน จะจบลงอย่างประนีประนอมด้วยการเจรจาที่ลงตัว และภาวะทางการค้าโลกจะกลับมาสดใสในไม่ช้า โดยไทยอาจจะได้รับประโยชน์จากการเป็นประเทศที่ 3 ที่ช่วยเชื่อมโยงการส่งออก ซึ่งจะมีผลให้ภาคการส่งออกของไทยขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยประเมินการส่งออกไทยปี 2562 จะเติบโตได้ประมาณ 6% ลดลงจากปีนี้เล็กน้อย

ขณะที่ภาพรวมของปี 2561 เศรษฐกิจไทยค่อนข้างทรงตัว เนื่องจากกำลังซื้อของภาคการบริโภคชะลอตัว หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 77.5% ต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยส่วนใหญ่เป็นสัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นกับธนาคารพาณิชย์ และอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคครัวเรือนคือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เนื่องจากจำนวนประชากรที่อยู่ในภาคเกษตรของประเทศไทยนั้นมีมากกว่า 7.9 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 46.4% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ ทำให้กำลังซื้อของประชากรโดยส่วนใหญ่ชะลอตัว

Advertisement

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน