หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นโค้งสุดท้...

หุ้นโค้งสุดท้ายเหงา! “โบรกฯ”ชี้เหตุนักลงทุนรายย่อยหายไปจากตลาด

24.12.18 | 19:30 น.

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีว่า ปัจจัยบวกที่สนับสนุนตลาดมาจากปัจจัยภายนอกเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ยังมาจากปัจจัยในประเทศ ทั้งประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ลดลง ทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (อีพีเอส) ลดลงด้วย ส่งผลกระทบกับมูลค่าหุ้น

“ขณะเดียวกันมีปัจจัยเรื่องนักลงทุนทั่วไปหรือนักลงทุนรายย่อยในช่วงนี้ที่หายไปจากตลาด โดยมองว่าการมีส่วนร่วมของนักลงทุนกลุ่มนี้ที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลร้ายกับหุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดเล็ก เนื่องจากปกตินักลงทุนรายย่อยเป็นผู้สร้างสภาพคล่องให้กับหุ้นขนาดกลาง-เล็ก เพราะฉะนั้นการที่นักลงทุนกลุ่มนี้หายไป ทำให้สภาพคล่องของหุ้นกลุ่มนี้ลดลงไปด้วย” นายณัฐชาตกล่าว

นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงมุมมองตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมว่า ทิศทางของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ทั้ง 2 ปัจจัยนี้จะเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนในช่วงเดือนธันวาคมค่อนข้างมาก ทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้ โดยธนาคารกลางหลายๆ แห่งรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้ามีแนวโน้มเติบโตลดลง

นายวินกล่าวว่า การเจรจาการค้าสหรัฐกับจีนในช่วงเดือนมกราคม 2562 ส่งผลให้ในระยะสั้นนี้ มีเงินไหลออกจากตลาดสินทรัพย์เสี่ยงสูงเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตร ทองคำ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาแตะระดับ 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นผลมาจากกำลังการผลิตน้ำมันของประเทศนอกกลุ่มโอเปค โดยเฉพาะสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบเกิดภาวะล้นตลาด ส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มน้ำมัน ปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมัน

“ขณะเดียวกันรายงานตัวเลขส่งออกเดือนพฤศจิกายนที่ติดลบ จะกระทบกับหุ้นกลุ่มส่งออกด้วยเช่นกัน ส่วนปัจจัยด้านการเมือง ขณะนี้นักลงทุนชะลอการลงทุน เพื่อรอดูการเปิดตัวของนักการเมืองที่สังกัดพรรคการต่างๆ และประเมินว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งหากมีความชัดเจนว่าพรรคการเมืองหรือกลุ่มพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงที่มากพอ ก็จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นและทำให้นักลงทุนกลับมาซื้อหุ้นได้”นายวินกล่าว

Advertisement

นายวินกล่าวว่า อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาวะตลาดที่คาดว่าจะเงียบเหงาและผันผวนในบางวัน คาดสัปดาห์สุดท้ายของปีแกว่งตัวในกรอบ 1,560-1,620 จุด แต่นักลงทุนอาจถือหุ้นต่อไปหากไม่มีปัจจัยลบหรือข่าวลบเข้ามากดดัน โดยเคทีบีประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นยังไม่น่าจะหลุดระดับ 1,560 จุด เพราะฉะนั้นจึงแนะนำจังหวะเข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นทิศทางการดีดตัวกลับ

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน