หมายเหตุ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษเครือบริษัทมติชน ถึงเหตุผลการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และนโยบายการเงิน ปี 2562
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ปรับขึ้น
อัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จาก 1.50% มาอยู่ที่ 1.75% และได้ประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จี ดีพี) ปี 2561 ขยายตัว 4.2% จากเดิมคาด 4.4% และปี 2562 คาดขยายตัวประมาณ 4.0% จากเดิมคาดที่ 4.2% คนก็ความรู้สึกว่า กนง. ปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจลงแต่ทำไมขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่ดอกเบี้ย นโยบายต้องมองในระยะยาว เพราะนโยบายการเงิน รวมถึงทุกนโยบายไม่ใช่ของฟรี แต่มีต้นทุน การตัดสินใจ
นโยบายการเงินต้องชั่งน้ำหนักหลายๆ ด้าน ประเด็นที่ กนง. ให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวเศรษฐกิจ ได้ตามศักยภาพ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีมากน้อยเพียงใด และเสถียรภาพระบบการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ย นโยบายที่ต่ำมาเป็นเวลานานอาจจะมีปัญหาด้านเสถียรภาพระบบการเงินได้
น้ำหนักตัวที่สองที่จะต้องชั่ง คือ ระยะสั้นหรือระยะยาว เพราะนโยบายการเงินใช้ระยะเวลาในการส่งผ่าน ระยะ
เวลาที่กล่าวถึงคือ วัฏจักรทางการเงินที่จะเป็นช่วงระยะยาว และวัฏจักรเศรษฐกิจซึ่งเป็นระยะสั้น ซึ่งไม่มีใคร
ต้องการที่จะให้เกิดวิกฤตหรือปัญหาของระบบสถาบันการเงินเหมือนที่เคยเกิดขึ้น
ถ้ามองง่ายๆ คือ วัฏจักรเศรษฐกิจช่วงขึ้นลงใช้ช่วงเวลาไม่นานและแนวโน้มสั้น ขึ้นตามปัจจัยภายนอกที่มากระ ทบ ขณะที่วัฏจักรการเงินระยะเวลาเป็นสิบปี ถ้าปัญหาสะสมเรื่อยๆ คล้ายฟองสบู่ที่ใหญ่ขึ้น จะมีปัญหาถ้าระเบิด ขึ้นก็จะกระทบกับทุกคน แม้ว่าฟองสบู่จะยังไม่ระเบิดแต่จะไปหยุดในช่วงเวลาที่ขยายใหญ่มากก็ยากมาก ดังนั้น การบริหารจัดการต้องมองไปข้างหน้าและชั่งน้ำหนัก วัฏจักรเศรษฐกิจและวัฏจักรทางการเงิน
เวลาที่ดูดอกเบี้ยนโยบายไทยเคยลงไปต่ำสุดที่ 1.25% ช่วงปี 2552 หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก จีดีพีทั้งโลก ติดลบ จีดีพีไทยปีนั้นติดลบ 0.9% พอเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น และอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นตาม กลับลงมาอยู่ในระดับต่ำที่ 1.50% เพราะมีปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง เสื้อเหลือง เสื้อแดง ที่ทำให้ทุกอย่างชะงักหมด ก่อนจะมีรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
แต่รัฐบาล คสช. ไม่มีงบประมาณเพราะรัฐบาลและรัฐสภาก่อนหน้านั้นดำเนินการอะไรไม่ได้ จึงไม่มีกลไกที่จะ
ดูแลระบบเศรษฐกิจ ธปท. ภายใต้คณะกรรมการ กนง. ในขณะนั้นจึงลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปที่ 1.50% จีดีพีประเทศอยู่ที่ 0.7% จะเห็นชัดว่าวันนี้ภาวะเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็งมีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกว่าเมื่อที่ ใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไประดับต่ำมากที่ 1.25-1.50%
พอมาชั่งน้ำหนักอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ขณะที่ดอกเบี้ยโลกก็อยู่ใน
ระดับต่ำ จึงมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก อย่างแรกคือ หนี้ในประเทศไทยอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน มี การก่อหนี้เพิ่มผ่านเครดิตการ์ดค่อนข้างมาก หนี้ครัวเรือนต่อรายได้ของประชาชนยังสูง
แม้ว่าสัดส่วนนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลดลงเล็กน้อยแต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่นๆ หนี้ภาคธุรกิจที่เห็นการรับความเสี่ยงมากขึ้น หรือเป็นการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (เสิร์ชฟอร์ยิลด์) ซึ่งไม่ใช่ เรื่องที่ผิดปกติ แต่การที่ไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่จะเป็นจุดเปราะบางในระบบเศรษฐกิจได้ เริ่ม เห็นการเกิดขึ้นในหลายมิติ
สหกรณ์ออมทรัพย์ขยายตัวสูงมาก ส่วนหนึ่งเพราะมีเงินที่ไหลออกจากธนาคารพาณิชย์ไปอยู่ที่สหกรณ์ออม
ทรัพย์ เพราะคนมองว่าได้ผลตอบแทน 2-3% โดยไม่ได้คำนึงว่านำเงินของเราไปทำอะไรจึงได้ผลตอบแทนสูง นอกจากนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งออกมา ระดมทุน ทั้งๆ ที่การทำธุรกิจสหกรณ์มีเงินส่วนต่างอยู่แล้วแต่ มาระดมทุนเพื่อนำไปลงทุนโครงการแปลกๆ มีการปล่อยกู้กันเองโดยกฎหมายยังมีช่องโหว่อยู่มาก
ปีนี้ที่ ธปท. ต้องลุกขึ้นมาดำเนินการเรื่องสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เพราะการเสิร์ชฟอร์ยิลด์เพิ่มระดับขึ้นไป จากเดิม การลงทุนในที่อยู่อาศัยจะเป็นคนที่มีเงินเยนนำมาลงทุน แต่ขณะนี้กลายเป็นการกู้เงินเพื่อเสิร์ชฟอร์ยิลด์ เพราะ แข่งขันสูงจนหย่อนมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ
รวมทั้งมีการให้สินเชื่อเงินทอน เช่น บ้านราคาขาย 3 ล้านบาท ซื้อจริงได้ส่วนลด 10% ราคาอยู่ที่ 2.7 ล้านบาท เมื่อไปกู้ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารแข่งขันสูงโดยให้กู้เท่ากับมูลค่าหลักประกันและยังให้สินเชื่อท็อปอัพเพิ่ม ได้ เงินกู้กว่า 3.3 ล้านบาท แต่จ่ายจริง 2.7 ล้านบาท และเริ่มเห็นธนาคารอาจออกเช็คให้สองใบ ทั้งผู้พัฒนาโครงการ และให้กับผู้ขอกู้จากเงินส่วนต่างเพื่อนำเงินก้อนไปใช้จ่าย
พบว่าการมีกู้พร้อมกันหลายยูนิตเพื่อหวังเงินก้อนนำไป โปะบัตรเครดิตหรือการลงทุนเพิ่ม เพราะดอกเบี้ยบ้าน
ต่ำมาก โดยเฉพาะช่วง 3 ปีแรก กระทั่งกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ออกหุ้นกู้ที่เป็นลักษณะคล้ายทุน หรือ Perpetual Bond ซึ่งคนซื้อไม่เข้าใจความเสี่ยงเลย เพราะวิธีการลงบัญชีบริษัทระบุว่าต้องเลิกบริษัทจึงจะมีการจ่ายคืน แต่ คนซื้อคิดว่าเป็นเหมือนพันธบัตรทั่วไป มีการการรันตีผลตอบแทน ออกมาจึงขายหมด
เหล่านี้เป็นเรื่องที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหมือนราคาสินค้า ถ้าอัตรา ดอกเบี้ยต่ำมากแรงจูงใจที่จะออมก็น้อย แต่จูงใจให้ก่อหนี้สูง ดังนั้น ในการดูแลระบบเศรษฐกิจ เสถียรภาพ และ วัฏจักรการเงินของเรา ต้องชั่งน้ำหนัก ผู้กู้และผู้ออมด้วย จะทำอย่างไรให้ผู้ออมมีความมั่นคงทางการออม เพราะขณะนี้ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การก่อหนี้สูงขึ้น เมื่ือเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับที่สอด คล้องกับเสถียรภาพแล้วก็ต้องมาพิจารณาเรื่องมิติอื่น
ภายใต้โลกที่มีความผันผวน กนง. ต้องมีเครื่องมือพร้อมใช้เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการทำนโยบายการเงิน หรือ โพลิซีสเปซ มีมากขึ้น ที่ผ่านมาใช้หมดหน้าตักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ ก็ต้องมองไปในอนาคตว่าต้องมีเครื่องมือที่ใช้ดูแลระบบในอนาคตและเครื่องมือที่ใช้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจ มหภาค มีนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง
อย่างไรก็ตาม นโยบายการคลังก็ชะล่าใจไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก การขาดดุลและภาระหนี้ปัจจุบันอาจจะยังไม่มาก แต่หากไปพิจารณาในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้นมาก จากการที่เราจะเป็นรัฐสวัสดิการ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล ผู้สูงอายุ และขาดของภาครัฐยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โพลิซีสเปซฝั่งนโยบายการคลังมีจำกัด ด้านนโยบายการเงินที่อยู่ระดับ 1.50% เป็นข้อจำกัด จำเป็นจะต้องเข้ามาดูแลเวลาที่เกิดปัญหาหรือระบบเศรษฐกิจสะดุดในอนาคต ดังนั้น ถ้ามีโอกาสก็จะมีการสะสมขีดความสามารถใน
การทำโพลิซีสเปซ
อีกปัจจัยที่ กนง.ให้น้ำหนักมาก คือ การติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ เครื่องยนต์ภายในประเทศมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเยอะมาก การบริโภคภายในประเทศ การลงทุนเอกชน แม้ว่าเราจะถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลก แม้การส่งออกชะลอลงแต่การนำเข้ายังขยายตัวสูงกว่า 10% แต่การลงทุนในมิติต่างๆ มีแนวโน้มดีขึ้น
*การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายช่วยลดการเสิร์ชฟอร์ยิลด์หรือไม่
ช่วยลดได้ แต่มีคนที่บอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติไม่
เห็นการตอบสนองในตลาดการเงิน ต่างจากรอบก่อนๆ เพราะรอบก่อนๆ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายชัดเจนว่าเป็น
การขึ้นต่อกันหลายครั้งทุกการประชุม สภาพคล่องในระบบมีจำกัด แรงกดดันเงินเฟ้อสูง เมื่อเป็นแบบนี้การที่
ไปขันนอตเพิ่มจะส่งผลค่อนข้างแรงไปสู่ดอกเบี้ยในระบบ
แต่ครั้งนี้สภาพคล่องสูงและเป็นครั้งแรกที่ค่อยๆ ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น สภาพคล่องส่วนเกินในระบบค่อยๆ ลดลง กระบวนการส่งผ่านนโยบายจะใช้เวลา ซึ่งนโยบายการเงินจะมีผลไปสู่เศรษฐกิจจริงใช้ระยะเวลา 12-13 เดือน ผ่านหลายช่องทางทั้งธนาคารพาณิชย์ ตลาดตราสารหนี้ ตลาดเงิน
อย่างแรกที่เกิดขึ้นหลังปรับขึ้นดอกเบี้ย ตลาดตราสารหนี้ดอกเบี้ยระยะสั้นปรับขึ้นทันที คนที่ลงทุนไว้กับกองรวมตลาดเงิน และกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ก็ได้ประโยชน์ทันที แม้ธนาคารพาณิชย์ยังไม่ได้ขยับดอกเบี้ยเงินฝากทันที อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งขึ้นอยู่กับโครงสร้างเงินฝากว่าสัดส่วนมากน้อยเพียงใด
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มาตรฐานไม่มีความจำเป็นต้องรีบปรับขึ้นเร็ว ทั้ง เอ็มอาร์อาร์ เอ็มแอลอาร์ เอ็มโออาร์ เพราะสภาพคล่องในระบบสูง แต่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรายใหญ่ที่ธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันกันให้อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำมากๆ หรือดอกเบี้ยเอ็มลบ จะเห็นการปรับขึ้นก่อน เพราะธุรกิจขนาดใหญ่มีอำนาจต่อรองเหนือธนาคารพาณิชย์และสามารถไปกู้เงินผ่านตลาดตราสารหนี้ได้ เป็นเหตุผลให้เกิดเสิร์ชฟอร์ยิลด์ โดยประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร เพราะอัตรดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ต่ำมาก มีการกู้เงินเพื่อไปลงทุนในโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก
ที่ผ่านมาพบว่าธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ธุรกิจขนาดใหญ่ต่ำกว่าต้นทุน ถือเป็นความบิดเบือนที่เกิดขึ้นและเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องในตลาดช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมานาน
การขึ้นดอกเบี้ยไม่มีกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และประชาชนมากนัก เพราะไม่ได้ปรับดอกเบี้ยมาตรฐาน (ดอกเบี้ยทั่วไปในตลาด) ถ้ากู้สินเชื่อบ้าน 3 ปีแรกอัตราดอกเบี้ยคงที่ หลังจากนั้นจะผ่อนคงที่ทุกเดือน เมื่อดอกเบี้ยขึ้น งวดผ่อนที่จ่ายแต่ละเดือนเท่าเดิม และจะไปลดเงินต้นน้อยลงและลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ระยะเวลาผ่อนประมาณ 30 ปี ผลกระทบจึงไม่มาก
ส่วนสินเชื่อ บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล กำหนดดอกเบี้ยและมีกรอบเพดานสูงสุด ไม่ได้ขึ้นลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยในตลาด
*นโยบายการเงินในปี 2562 จะขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือไม่
ทิศทางนโยบายการเงินในปี 2562 นั้นยังบอกไม่ได้ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือไม่ แต่ขณะนี้อัตราดอกเบี้นทั่วโลก อยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษ แม้ว่าปรับขึ้นมาแล้วก็ตาม ซึ่ง การทำนโยบายที่ผ่อนคลายยังมีความจำเป็นอยู่ แต่การผ่อนคลายแบบพิเศษมีความจำเป็นน้อยลง
การประชุม กนง.แต่ละครั้งจะประเมินรอบด้านโดยเฉพาะความเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยการใช้หลักการ ดาต้าดีเพนเดนซ์ จึงยังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ไม่มีเป้าหมายว่าจะต้องขึ้นไปเท่าใด และเมื่อใด เพราะยังมีประเด็นความอ่อนไหวที่ในระบบเศรษฐกิจที่ยังต้องให้ความสำคัญและระมัดระวังอยู่หลายจุด ได้แก่ ความเสี่ยงภายนอกประเทศ สถานการณ์กีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่จะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลก เช่น เบร็กซิทที่ยังไม่ชัดเจน การประท้วงในฝรั่งเศสที่เริ่มกระจายออกไป
นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนมีปัญหาจากการก่อนี้ที่มากเกินตัว เพราะหนี้ต่อจีดีพีของจีนสูงมากเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะหนี้ภาคเอกชนเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้ แต่ทางการจีนรีบเข้ามาดูแลก่อนเกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมทั้งการปิดหน่วยงานรัฐบาลชั่วคราว (Government Shutdown) ของสหรัฐในขณะนี้
ส่วนในประเทศ การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ความต่อเนื่องของนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐและผลที่จะเกิดขึ้นต่อการลงทุนของภาคเอกชนจะเป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจสองความเร็ว ต้องพิจารณาเรื่องการกระจายตัวของผลประโยชน์เศรษฐกิจด้วย จะประเมินเฉพาะภาพใหญ่จีดีพีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาคนที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจมีการ กระจายตัวมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ เรื่องความกังวลด้านเสถียรภาพทางการเงิน หากเป็นจุดใหญ่ที่อยู่ในอำนาจของ ธปท.
สามารถเข้าไปดำเนินการได้ก็จะเข้าไปเป็นจุดๆ แต่อาจจะมีเสถียรภาพการเงินด้านอื่นๆ ที่เข้าไปดูแลไม่ได้ ก็
ต้องกลับมาที่นโยบายการเงินในภาพใหญ่ จึงต้องมีการใช้นโยบายการเงินและนโยบายแม็คโครพรูเด็นเชีย
ลควบคู่กัน
ส่วนการส่งสัญญาณให้ตลาดการเงินผ่านแผนภาพที่แสดงถึงประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ
กนง.แต่ละคนที่คิดว่าควรจะเป็น ณ เวลาต่างๆ ในอนาคต (ดอทพลอต) นั้น สำหรับประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาด เล็ก ธนาคารกลางต่างๆ เห็นตรงกันว่าการใช้ดอทพลอตไม่มีผลมากนักต่อการส่งสัญญาณในระยะข้างหน้า เพราะตลาดเกิดใหม่ถูกกระทบจากปัจจัยต่างประเทศมากกว่า กรณีของเฟดเป็นเรื่องเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐ เป็นหลักเพราะขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐมีขนาดใหญ่ ด้านปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศไม่ค่อยมีผลกระทบมากนัก
ทั้งนี้ ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวน ต้องการให้มีความยืดหยุ่นในการทำนโยบายการเงินมากกว่า อย่างไรก็ดี
แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้น แต่จะไม่ปรับสูงขึ้นเท่ากับในอดีตที่ผ่านมา เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อต่ำ
มากดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องปรับสูงเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ทั้งหมดในโลกที่มีความผันผวนสูง ประเด็นสำคัญ
อยู่ที่ 2 มิติ คือ มิติการสร้างกันชนเพื่อรองรับแรงปะทะจากภายนอก ขณะนี้มีกันชน ทั้งทุนสำรองระหว่าง
ประเทศที่อยู่ในระดับสูง การเดินดุลบัญชีเดินสะพัด ส่วนทุนของสถาบันการเงินที่แข็งแกร่ง สำรองหนี้เสียมาก
พอ สภาพคล่องสูง เมื่อมีแรงปะทะเข้ามาก็ได้รับผลกระทบไม่มาก ต่างจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นที่ต้อง รีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพราะเงินทุนต่างชาติไหลออก มีปัญหาสภาพคล่องในประเทศ
อีกมิติ คือการจำกัดจุดเปราะบางในประเทศ แม้ว่าจะไม่มีปัจจัยภายนอกในมากระทบ อย่าให้ข้างในประเทศสะสมความเสี่ยงจนฝีแตกเอง
*เหตุผลที่ธปท.ออกมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ที่ ธปท.ตัดสินใจออกมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 เนื่องจากเห็นว่า เศรษฐกิจดีขึ้น และหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสินเชื่อทุกประเภท และแม้ว่าเอ็นพีแอลสินเชื่อทุกประเภทค่อนข้างทรงตัวและปรับลดลง แต่สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้นมองแล้วค่อนข้างขัดกับความรู้สึก แม้ว่าจะเป็นสินเชื่อที่เป็นเอ็นพีแอลลำดับท้ายๆ แต่ก็พบว่าปัจจุบันมีการซื้อบ้านเพื่อการลงทุนและเก็งกำไรมากขึ้น หรือ เสิร์ชฟอร์ยิลด์ ซึ่งพบมากในสัญญาที่สองและสาม ถือเป็นอาการที่เป็นฟองสบู่ประเภทหนึ่ง เมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้น กลุ่มผู้ซื้อกลุ่มนี้อาจจะกลายเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นได้ ธปท.จึงออกมาตรการมาควบคุม
สำหรับตัวเลขเอ็นพีแอลเอสเอ็มอี ในธุรกิจเดียวกันเอ็นพีแอลของธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงเรื่อยๆ แต่เอ็นพีแอลเอสเอ็มอีเพิ่มสูงขึ้น หากไม่สามารถแข่งขันและปรับตัวได้จะเห็นเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีกลุ่มต่างๆ ยังเพิ่มสูงขึ้น เช่น พาณิชยกรรมและการค้า รับเหมาก่อสร้าง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีประสิทธิภาพขยายเข้าไปแข่งขันในต่างจังหวัด
นอกจากนี้ พบว่าเอสเอ็มอีเมืองรองจะได้รับผลกระทบมากกว่าเอสเอ็มอีในเมืองหลัก เพราะตลาดมีขนาดเล็ก ปัญหาแรงงานขาดแคลนที่ไปอยู่ในเมืองหลัก ต้นทุนการขนส่งแพง ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ยังมีเสถียรทั้งไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต เป็นต้น การแก้ปัญหาเอสเอ็มอีจะต้องลงไปแก้ด้วยนโยบายแบบจุลภาค ไม่สามารถเหวี่ยงแหได้
ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ เอ็นพีแอลที่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจมากกว่าปัญหาเชิงวัฏจักร เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะสั้นๆ และสำคัญคือการปรับตัวเข้ากับโลกใหม่และการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ โดย ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีบทบาท
สำหรับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงเล็กน้อยแต่ถือว่ายังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ที่ระดับรายได้ใกล้เคียงกับไทย ซึ่งหนี้ต่อจีดีพีของเราถือว่าสูงในลำดับต้นๆ ของโลก และเป็นปัญหาในเศรษฐกิจมหภาค เพราะคนมีรายได้สูงขึ้นแต่ไม่เกิดการบริโภค เพราะนำไปชำระหนี้ก่อน อีกด้านหนึ่งเป็นความเสี่ยงระดับครัวเรือน กรณีตกงาน เจ็บป่วย ปัญหาหย่าร้าง ภาระหนี้ที่มีอยู่สูงจะทำให้ฐานะการเงินที่มีอยู่พลิกผันและจะติดวงจรกลายเป็นหนี้เสียที่ออกยาก
ทั้งนี้ สัดส่วนสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ประมาณ 77% ไม่รวมหนี้นอกระบบ หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาใหญ่ของระบบการเงินไทย จะต้องแก้ไขทั้งด้านหนี้และด้านรายได้ เพราะจะส่งผลต่อเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

