นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลเกี่ยวกับเรื่องยาและค่าบริการรักษาพยาบาล ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบร่วมกันที่จะดึงสินค้ายา และเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าบริการทางการแพทย์ เข้าไปอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม จากปัจจุบันยารักษาโรคเป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว แต่ยังไม่รวมถึงเวชภัณฑ์ โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กกร.) ในวันที่ 9 มกราคม 2562 ขณะเดียวกันจะให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณามาตรการกำกับดูแล ซึ่งในระยะเร่งด่วนจะกำหนดให้มีมาตรฐานราคายา โดยพิจารณาจากต้นทุน และส่วนต่างค่าใช้จ่ายของแต่ละโรงพยาบาล เป็นต้น
นายวิชัย กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน แม้จะมีกฎหมายกำกับดูแลแล้ว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข จะให้การคุ้มครองดูแล 72 ชั่งโมงแรก จึงให้ไปหาแนวทางการกำหนดอัตราค่ารักษา เมื่อพ้นจากผู้ป่วยฉุกเฉินไปแล้วให้มีมาตรฐานราคากลาง หลังจากนั้น จะต้องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเพื่อให้มีผลบังคับใช้ และคาดว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้ จะกำหนดมาตฐานทั้งราคายา และค่ารักษาผู้ป่วยฉุกเฉินได้ภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า หลังจากนั้นจะทยอยพิจารณาและคำนวณเรื่องค่ารักษาพยาบาลต่อไป ทั้งนั้น กระทรวงสาธารณสุข ยังคงเน้นย้ำให้การบริการในสถานพยาบาล ต้องมีมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยด้วย และจะลงไปดูค่าบริการทางการแพทย์ที่จะขอพูดคุยดูโครงสร้างคิดอัตราค่าบริการทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันมีสูตรของกรมวิชาการแพทย์อยู่แล้ว ว่าจะมีการปรับปรุงเปรียบแปลงอัตราเหล่านี้ได้หรือไม่กันต่อไป
“ปัจจุบัน ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์มีสัดส่วนสูงในการรักษาพยาบาล และแต่ละโรงพยาบาลมีความแตกต่างกัน จึงกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนไปดูต้นทุนยาและกำไรที่เหมาะสมเพื่อลดค่าใช้จ่ายผู้ป่วย ตอนนี้ยาเป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้วแต่ไม่ได้รวมเวชภัณฑ์ ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าเอ็กซเรย์ จึงต้องเสนอให้เป็นสินค้าควบคุม ส่วนกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินรักษาพยาบาลฟรีภายใน 72 ชั่วโมง แต่หลังจาก 72 ชั่วโมงไปแล้วควรกำหนดค่ารักษาพยาบาลที่เหมาะสมอย่างไร ซึ่งมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคเสนอว่าควรเป็นอัตราเดียวกัน ” นายวิชัย กล่าว
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลทางการรักษาพยาบาลให้ผู้บริโภค รับรู้ข่าวสารมากกว่านี้ เพราะมีหลายประเด็นที่ยังประชาชน ยังขาดการรับรู้เพื่อจะได้ใช้สิทธิให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาทิ คนไข้มีสิทธิซื้อยา จากนอกโรงพยาบาลได้ด้วย
” พอใจกับผลการแก้ปัญหาระยะสั้นที่มีการกำหนดเพดานราคายาควรบวกกำไรที่เหมาะสม เนื่องจากประเด็นนี้มีการร้องเรียนเป็นอันดับ 2 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ส่วนค่าผ่าตัด ค่าหัตถการ ยังไม่ได้ข้อสรุป ต้องนำไปพิจารณาในคณะอนุกรรมการชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้น และประชุมอีกครั้่งในวันที่ 9 มกราคม 2562 ”
นายแพทย์พร้อมพงษ์ พีระบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า การออกมาตรการบังคับทางกฎหมายจะทำให้ โรงพยบาลเอกชนไม่มีความหลากหลายในการบริการ และเห็นว่าการกำหนดเพดานควบคุมต้องให้มีความเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนทำประกันเพิ่มขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษา หากกำหนดไม่เหมาะสม จะทำให้โรงพยบาลรัฐและเอกชนได้รับผลกระทบเพราะค่าบริหารจัดการของแต่ละโรงพยบาลแตกต่างกัน เช่น โรงพยบาลวิภาวดี ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น แบ่งเป็นค่าแพทย์ 20-23% ค่ายา 30% ค่าแลป-เอ็กซเรย์10% ที่เหลือเป็นค่าบริการอื่นๆเช่น ค่าห้อง ค่าอาหาร รวมถึงค่าบริการโรงพยาบาลเอกชน จะแตกต่างกันตามคุณภาพ เช่น โรงพยบาลระดับกลาง ค่าห้อง 2,000 บาทต่อคืน ระดับสูงคืนละกว่า10,000 บาท ทั้งหมดเป็นต้นทุนของเอกชน
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


