หน้าแรก เศรษฐกิจ “บล.เอสซีบี”ต...

“บล.เอสซีบี”ตั้งคำถามสงครามการค้า 2561 จะนำไปสู่สงครามเทคโนโลยี?

28.12.18 | 16:17 น.

นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2561 เป็นปีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศสงครามการค้าตามที่เคยหาเสียงไว้ เริ่มต้นจากการประกาศขึ้นภาษีเครื่องซักผ้า พลังงานแสงอาทิตย์ ภาษีเหล็กและอลูมิเนียม ซึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบคือประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐเป็นหลัก เช่น กลุ่มประเทศยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก อย่างไรก็ตามประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ จีน ซึ่งนอกจากจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าในสินค้าแล้ว ยังถูกสหรัฐเก็บภาษีโดยเฉพาะในจีนเอง โดยอ้างประเด็นการที่จีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการบีบบังคับให้บริษัทที่เข้าไปลงทุนในจีนต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยขึ้นภาษีอัตรา 25% ในสินค้านำเข้ามูลค่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีในสินค้ามูลค่าและอัตราที่เท่ากัน และเก็บอีก 10% ในสินค้ามูลค่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมขู่ว่าจะขึ้นเป็น 25% ในปี 2562

ในช่วงนี้แม้ว่าพัฒนาการด้านสงครามการค้าโดยเฉพาะระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังผลการหารือนอกรอบระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ แต่ประเด็นด้านทเคโนโลยีกลับรุนแรงขึ้น หลังจากที่ทางแคนาดา จับกุมตัวน.ส.เมิ่ง หวันโจว ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน (ซีเอฟโอ) ของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ หลังจากที่หัวเว่ยละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่สหรัฐกำหนด แต่จากประเด็นดังกล่าวจึงมีคำถามว่า เพราะเหตุใดทั้งสหรัฐและจีนจึงยอมสงบศึกสงครามการค้าชั่วคราว การจับกุมซีเอฟโอหัวเว่ย โดยใช้ข้อกล่าวอ้างเรื่องการละเมิดกาคว่ำบาตรอิหร่านเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสงครามการค้าหรือไม่ และผลกระทบของสงครามการค้าที่อาจแปรเปลี่ยนเป็นสงครามด้านเทคโนโลยีคืออะไร

แนวคิดของที่ปรึกษาผู้นำสหรัฐบางท่านนั้นเห็นว่าประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐเป็นประเด็นเชิงกลยุทธระยะยาว เนื่องจากจีนใช้การบีบบังคับให้บริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศเข้าร่วมทุนกับบริษัทจีน และต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทร่วมทุน เพื่อให้จีนพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้บรรลุยุทธศาสตร์ชาติ Made in China 2025 นอกจากนั้นยังกังวลว่าสินค้าเทคโนโลยีของจีนที่ส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ รวมถึงเครือข่ายอุปกรณ์โทรคมนาคมนั้น ยังเสี่ยงจากประเด็นด้านการรุกล้ำและการจารกรรมทางไซเบอร์ด้วย

ซึ่งหัวเว่ยในปัจจุบันได้เติบโตจากมูลค่าบริษัทที่ 3,000 เหรียญสหรัฐใน 30 ปีก่อน มาเป็นผู้ผลิตเครือข่ายโทรคมนาคมใหญ่อันดับ 1 ของโลก และผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีธุรกิจใน 170 ประเทศทั่วโลก และมีรายได้รวม 9.3 หมื่้นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เป็นธุรกิจที่ขนาดเดียวกับไมโครซอฟท์และอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิ้ล และใหญ่เป็น 2 เท่าของอาลีบาบา

“การที่หัวเว่ยเป็นทั้งผู้ผลิตโครงข่ายและโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่ และเป็นซัพพลายเออร์สำคัญให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทำให้หัวเว่ยมีเทคโนโลยีล้ำหน้าและพร้อมเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้าน 5จี โดยสามารถผลิตคอร์ โปรเซสเซอร์ ชิปส์ที่มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับไอโฟน เป็น 1 ใน 5 ผู้นำการผลิตเซิร์ฟเวอร์ของโลก และการเร่งพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อใช้ในเซิร์ฟเวอร์และ Wearable เพื่อแข่งขันกับจ้าวตลาด เช่น ควอลคอมม์”นายปิยศักดิ์กล่าว 

Advertisement

นอกจากประเด็นด้าน 5จี แล้ว ประเด็นด้านการจารกรรมไซเบอร์ก็สำคัญ โดยนอกจากสหรัฐแล้ว หน่วยงานในหลายประเทศกังวลว่าระบบของหัวเว่ยอาจเปิดช่องให้เกิดการโจรกรรมข้อมูลได้ง่าย ทางการต่าง ๆ จึงเริ่มคว่ำบาตรสินค้าและระบบของหัวเว่ย เช่น ออสเตรเลีย ไต้หวัน นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น รวมถึงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อที่จะตรวจสอบว่าหัวเว่ยมีการโจรกรรมข้อมูลจริงหรือไม่

“กรณีหัวเว่ยจุดเปลี่ยนสงครามเทคโนโลยี (เทควอร์) หากใช้กรณีหัวเว่ยเป็นกรณีศึกษาของพัฒนาการสงครามการค้าที่เปลี่ยนเป็นสงครามเทคโนโลยีแล้วจะพบว่ามีความน่าสนใจ 2 ประเด็น คือ 1.ประเด็นด้านสงครามการค้าอาจเริ่มลดความตึงเครียดลง แต่สงครามเทคโนโลยีอาจรุนแรงขึ้น เนื่องจากการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐนั้น จะทำได้ในระดับหนึ่ง เพราะหากสหรัฐยังขึ้นภาษีต่อเนื่อง จะกระทบเศรษฐกิจสหรัฐเอง เพราะรายชื่อสินค้าต่อไปที่จะเก็บภาษี เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ซึ่งจะกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐมากขึ้น” นายปิยศักดิ์กล่าว

และ 2.หากสหรัฐคุมเข้มโดยการเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรคว่ำบาตรสินค้าหรือบริการเครือข่ายของหัวเว่ยแล้ว อาจจะกระทบต่อผลประกอบการของหัวเว่ยได้พอสมควร รวมถึงกระทบต่อการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของจีนในอนาคต โดยหากทางการสหรัฐสั่งการให้ธุรกิจของตนห้ามทำธุรกิจซื้อขายกับหัวเว่ย เช่นเดียวกับที่เคยทำกับบริษัท แซททีอี ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีอันดับ 2 ของจีนแล้ว จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจเทคโนโลยีพอสมควร