เฉลียงไอเดีย : เปิดบ้านซีพีเวียดนาม ล้อโมเดลธุรกิจอาหารเมืองไทย ปักหมุดฐานผลิตส่งออกทั่วโลก

30.12.18 | 13:50 น.

ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำคณะสื่อมวลชนไทยไปเวียดนามเพื่อร่วมฉลองครบรอบ 25 ปี ซี.พี.เวียดนาม ซึ่งงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมกับเป็นบริษัทยอดนิยม 1 ใน 100 ที่คนหนุ่มสาวใฝ่ฝันอยากร่วมงานด้วย การันตีโดยทางการเวียดนาม โดย นางดัง ถิ หงอก ทิก รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้มอบเหรียญเกียรติคุณแห่งชาติ ด้านแรงงานชั้นตรีให้ ถือเป็นเอกชนรายแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าวในฐานะเป็นภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจช่วยเหลือและพัฒนาประชาชนเวียดนาม

เพราะระยะเวลา 25 ปีที่ซีพีลงทุนในเวียดนามที่นอกจากพัฒนาอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์แล้ว ยังลงทุนพัฒนาสายพันธุ์และอาหารสัตว์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรภายใต้รูปแบบ Contract Farming พร้อมจัดตั้งกองทุน ซี.พี.เวียดนามเพื่อการกุศล ให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น โครงการบริจาคเลือด โครงการหน่วยแพทย์อาสา และโครงการช่วยเหลือด้านการศึกษาให้กับประชาชนผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ เด็กกำพร้า และผู้สูงวัย ตามพื้นที่ต่างๆ

นายสุพัฒน์ ศรีธนาธร รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหาร บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า กำลังเริ่มโครงการเลี้ยงไก่แปรรูปครบวงจรเพื่อการส่งออกมาตรฐานระดับสากล ที่ บิ่นห์ เยือง เมืองโฮจิมินห์ ทางภาคใต้ของเวียดนาม พื้นที่ 156 ไร่ ใช้เงินลงทุน 240 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อสร้างปี 2562 แล้วเสร็จไตรมาส 1/2563 โดยเป็นโรงงานทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระยะแรกจะส่งออกไปญี่ปุ่น และขยายไปตลาดยุโรปและอื่นๆ ต่อไป

ปัจจุบัน ซี.พี.มีโรงงานอาหารแปรรูป ซี.พี. ฮานอย ฟู้ด โปรเซสซิ่ง แฟคตอรี่ อยู่ทางภาคเหนือ โดยชำแหละไก่สดเป็นวัตถุดิบ และแปรรูปเป็นอาหารเพื่อจำหน่ายในประเทศทั้งหมด มีส่วนแบ่งการตลาดไก่สด 32% กำลังการผลิต 30,000 ตัวต่อวัน ตั้งเป้าหมายปี 2562 ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 40% เพิ่มกำลังผลิตเป็น 40,000 ตัวต่อวัน และตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเป็น 60,000 ตัวต่อวัน ในปี 2563

ตลาดอาหารและเครื่องดื่มของเวียดนามในปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 1.73 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีแนวโน้มเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 20% เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่า 6% ทุกปี คนเวียดนามนิยมอาหารแปรรูปปรุงสุกมากขึ้น แต่ช่องทางจำหน่ายยังเป็นร้านค้าปลีกดั้งเดิมหรือโชห่วยเป็นหลัก สัดส่วน 70% โดยมีร้านโชห่วยมากกว่า 2-3 แสนจุดทั่วประเทศ ส่วนโมเดิร์นเทรดมีสัดส่วน 30%

Advertisement

“เตรียมเปิดตลาดอาหารปรุงสุกพร้อมทานครั้งแรกในเวียดนามกว่า 50 เมนูในเดือนมีนาคม 2562 อาทิ ติ่มซำ อาหารกล่อง ซูชิ ไข่ต้มแปรรูปและอื่นๆ ตั้งเป้ายอดขาย 1,500 ตันในปีแรก และมีแผนขยายฐานธุรกิจร้านอาหาร 5 ดาว ที่มี 650 สาขาทั่วประเทศ เป็น 800 สาขาในปี 2562 ส่วนร้านซีพี เฟรช มาร์ท ตั้งเป้าเพิ่มอีก 10 สาขา จากปัจจุบัน 8 สาขา”

นายมนตรี สุวรรณโพธิ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ซีพีตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโตเฉลี่ย 12% จากปี 2560 มีรายได้รวม 1,947 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 9 เดือนของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2561) ซีพีเวียดนามทำรายได้ 1,891 ล้านเหรียญ เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31% ผลจากธุรกิจหมูราคาปรับตัวดี

“25 ปีที่ผ่านมา ได้ลงทุนในเวียดนามไปแล้ว 1,000 ล้านเหรียญ ซึ่งนอกจากมีแผนลงทุนโรงงานแปรรูปไก่เพื่อการส่งออกทางภาคใต้ในปีหน้าแล้ว ยังมีแผนลงทุนโรงงานแปรรูปสุกรเพื่อส่งออกวงเงิน 20 ล้านเหรียญ คาดก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2563 และระยะถัดไปมีแผนลงทุนโรงงานอาหารสัตว์อีกประมาณปีละ 1-2 แห่ง”

ปัจจุบัน ซี.พี.เวียดนามมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่หายเยือง บนพื้นที่ 60 ไร่ กำลังการผลิต 60,000 หมื่นตันต่อเดือน หรือ 7.2 แสนตันต่อปี คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 19-20% เทียบกับธุรกิจอาหารสัตว์จากเกาหลีและผู้ผลิตท้องถิ่น สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของธุรกิจนี้ จากการผลิตอาหารสัตว์บก 7 โรง กำลังการผลิตรวม 4 ล้านตันต่อปี และโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำมี 3 โรง กำลังการผลิตรวม 4 แสนตันต่อปี เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้าในเขตภาคเหนือของเวียดนามในหายเยือง ฮานอย หายฝ่อง และหมันฝิ่น 55% และใช้เอง 45%

เวียดนามแตกต่างจากไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากกว่าไทย ทำให้นักลงทุนจากหลายประเทศเข้าไปลงทุน เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศภายใต้ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งไทยไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงทีพีพี ทำให้เสียโอกาส ทางซีพีจึงใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศทีพีพี และขยายไปทั่วโลก

อีกข้อแตกต่าง คือแม้เวียดนามเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่คนเวียดนามขยัน กระตือรือร้น มีการบริโภคสูง เช่น เนื้อสุกร 50 ล้านตัวต่อปี การเมืองมีเสถียรภาพเพราะบริหารโดยรัฐบาลเดียว สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ เพราะหลังเปิดประเทศและมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนชัดเจน หลายประเทศจึงใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าไปตลาดทั่วโลก

โอกาสที่เวียดนามจะไล่แซงไทย จึงเป็นเรื่องน่าคิด ตราบใดที่การเมืองของเวียดนามยังเข้มแข็ง ทุกภาคส่วนมองและเดินไปในเป้าหมายที่เป็นทิศทางเดียวกัน