ภารกิจขุนคลัง‘อภิศักดิ์’ พยุงเศรษฐกิจเหนือระดับ 4%

หมายเหตุนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้โอกาส “มติชน” สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล ในช่วงปี 2562 โดยในปีนี้หลายสำนักตรงกันว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา ยิ่งไทยกำลังมีการเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นที่จับตาว่านโยบายด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลชุดนี้ทำไว้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังเลือกตั้ง

•เศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะเจออะไรบ้าง

ในปี 2562 ไทยต้องเจอกับปัญหาสงครามการค้า ดอกเบี้ยขาขึ้น การไหลออกของเงิน การเลือกตั้งในไทยถ้าทุกอย่างเรียบร้อยมีรัฐบาลที่มั่นคง สามารถเดินหน้านโยบายต่างๆ ได้จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่เรียบร้อยตัวใครตัวมัน

ที่ผ่านมาไทยถือว่ากินบุญเก่า เศรษฐกิจไทยในช่วงที่มีปัญหาการเมืองหยุดนิ่งมานานกว่า 10 ปี และเป็นการยากมากที่จะขยับให้เศรษฐกิจเติบโตจนถึงระดับ 4% กระทรวงการคลังอยากเห็นเศรษฐกิจเติบโตเกินกว่า 4% ดังนั้น ต้องพยายามให้ยืนเหนือระดับดังกล่าว เนื่องจากวางเป้าหมายงบสมดุลในอีก 8 ปี ข้างหน้า ซึ่งการก้าวไปถึงงบสมดุลวางเป้าหมายให้เศรษฐกิจของไทยโตเต็มศักยภาพไม่ต่ำกว่าปีละ 4-5%

ในปีนี้มีแนวโน้มที่สงครามการค้ากระทบเศรษฐกิจไทย ทั้งธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) มองตรงกันว่าผลจากสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกลดลง โดยเศรษฐกิจโลกพีค (สูงสุด) ไปแล้วเมื่อปี 2561 ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงการคลังพยายามทำคือใช้เศรษฐกิจภายในดูแลความเสี่ยงจากเศรษฐกิจภายนอก เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ส่งสัญญาณและปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเดือนธันวาคม 2561 มีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่โตเท่าที่คิด โดยเฉพาะการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการเติมมาตรการลงไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความสมดุล

ดอกเบี้ยปรับขึ้นทำให้คนมีต้นทุน ทำให้คนฝ่อ เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องจิตใจ ดังนั้น เมื่อ กนง.ส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้น กระทรวงการคลังต้องส่งสัญญาณมีเงินเติมลงไปในระบบ จึงเป็นที่มาของช้อปปีใหม่ ช้อปตรุษจีน ซึ่งเป็นการเติมลงไปเพื่อให้เกิดความสมดุล คลังต้องพยายามเลี้ยงให้อยู่ที่ 4% เพื่อให้การเติบโตมีเสถียรภาพ เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

•มาตรการเศรษฐกิจต้องเพิ่มเติมอะไรไหม

ในปี 2562 กระสุนของรัฐบาลคงไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เพราะเอกชนเริ่มลงทุน โดยสามารถใช้กระสุนจากเอกชนช่วยผลักดันเศรษฐกิจ การลงทุนเอกชนเพิ่มขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแพลตฟอร์มการลงทุน ผลักดันการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ เช่น หุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบิน ซึ่งการที่เอกชนลงทุนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปี 2561 โตได้กว่า 4%

สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้เติมลงไปในช่วงปลายปี 2561 เช่น เงินคนจน ช้อปปีใหม่ ช้อปตรุษจีน มีผลต่อดีเศรษฐกิจภาพรวมจนถึงต้นปี 2562 หลังจากนั้นจะมีเงินจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 6 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ผลักดันให้โครงการลงทุนเดินหน้าเริ่มลงทุนไปแล้ว เพื่อจะไม่ทำให้การเบิกจ่ายสะดุดในช่วงเปลี่ยนรัฐบาล สำหรับมาตรการในระยะสั้นในปี 2562 ต้องมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ คงต้องดูจังหวะ เวลา และต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วง หลังจากนี้คงต้องรอให้รัฐมนตรีคนใหม่ รัฐบาลใหม่ มาทำมาตรการระยะสั้น เพราะรัฐบาลชุดนี้ออกมาตรการระยะสั้นไปมากพอสมควรแล้ว โดยยืนยันว่ายังเหลือมาตรการที่จะทำได้อีกมาก

ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ถูกโจมตีว่ากู้เงินมาใช้มากในช่วง 4 ปี คนไม่รู้เมื่อได้ฟังคิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่คนที่รู้บอกว่าไม่ใช่ ยกตัวอย่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีขนาดใหญ่มาก ต้องกู้เงินเป็นแสนล้านบาทเพื่อมาลงทุน เทียบบริษัทเล็กมีเงินกู้ระดับ 100-200 ล้านบาท ถ้าถามว่า ปตท.มีสถานะแย่กว่าบริษัทเล็กหรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ การวิจารณ์ควรต้องดูขนาดของสินทรัพย์ ขนาดของเศรษฐกิจด้วย ดังนั้น เวลาใครโจมตีเรื่องเงินกู้รัฐบาลควรดูผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ว่าเพิ่มไหม ขณะนี้หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 41.6% ต่อจีดีพี และมีแนวโน้มปรับขึ้นสูงสุดช่วง 3 ปีข้างหน้า ประมาณ 45% ต่อจีดีพี ยังห่างไกลกรอบวินัยทางการเงินการคลัง กำหนดหนี้ต้องไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี ทั้งนี้ในการกู้เงินช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังดูแล้วดูอีก เพื่อไม่ให้เกิดภาระมากเกินไป

•มาตรการช่วยคนจนมีอะไรเพิ่มเติม

ในเรื่องคนจนถือว่าช่วยไปมาก ทั้งการช่วยเหลือในการดำรงชีพ เช่น ค่ารถไฟ รถเมล์ วงเงินซื้อของในร้านธงฟ้า พัฒนาอาชีพ มาตรการช่วยเหลือในช่วงปีใหม่ ทั้งการให้เงิน 500 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถไปหาหมอ ค่าเช่าบ้าน สิ่งที่เติมลงไปล่าสุดเป็นผลจากการสำรวจว่าเขาอยากได้อะไร หลังจากนี้จะมีการเติมลงไปอีกหรือไม่ คงเป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่จะมาดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอรัฐบาลชุดใหม่ให้นโยบายผู้ที่เกี่ยวข้องไปช่วยดูในเรื่องการฝึกอาชีพให้ทำต่อเนื่อง เพราะมีการประเมินเรื่องการพัฒนาอาชีพ หรือลงทะเบียนคนจนเฟส 2 พบว่าช่วยทำให้คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้น 80% ช่วยคนรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเส้นความยากจน หลุดพ้นเส้นความยากจน ประมาณ 50-60% รวมทั้งพบว่าจากการสัมภาษณ์มีคนถึง 3% กล้าบอกว่ามีรายได้เกิน 1 แสนบาทต่อปี แสดงให้เห็นว่ามาตรการที่ใส่ลงไปได้ผล

ทั้งนี้ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาอาชีพต่อ เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ นอกเหนือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน

ในการพัฒนาอาชีพสามารถใช้งบของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งต้องเข้มข้นกว่าเดิม ใครยังไม่ฝึกอาชีพให้เรียกมาทำต่อ จนถึงเดือนพฤษภาคม 2562 แล้วให้ประเมินผลว่าเป็นอย่างไร ต้องทำให้จบก่อนที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามา ในเรื่องช่วยคนจน รัฐบาลชุดนี้ลงทะเบียนมีข้อมูลของคนจนกว่า 14.5 ล้านคน หากรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วเห็นว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์จะใช้ข้อมูลดังกล่าวทำนโยบายต่อไม่ได้หวง ไม่ห้าม สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอดได้

รัฐบาลในอดีตชอบบอกว่าไม่มีข้อมูลจึงต้องให้สวัสดิการทุกคน เช่น เบี้ยยังชีพคนชราของรัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้งบประมาณปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท เพราะช่วยทุกคน คนที่ไม่ควรได้ก็ได้ไปด้วย นอกจากนี้เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ตอนนั้นทำเพื่อหาเสียงและใช้ข้อมูลจากประกันสังคม มีเสียงทักท้วงว่าไม่ควรช่วยคนมีงาน ควรให้คนที่ไม่มีงานทำมากกว่า มีข้ออ้างคือ ไม่มีข้อมูล ในการให้สวัสดิการคนในประเทศถ้ารัฐบาลรวยมีงบประมาณเพียงพอ เช่น ประเทศในยุโรป เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 20-30% การให้ทุกคนเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเงินมีจำกัดต้องไปช่วยในกลุ่มที่จำเป็นก่อน กลุ่มไม่จำเป็น เขาสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ ถ้ามีเงินเหลือค่อยไปช่วยยังได้

•อีเพย์เมนต์จะได้เห็นอะไรบ้าง

ในเรื่องอีเพย์เมนต์ในปี 2562 มีการใช้มาตรการช้อปตรุษจีน นอกจากช่วยเรื่องเติมเงินในระบบแล้ว ยังมาช่วยให้เกิดระบบภาษี ทำให้เกิดการส่งข้อมูลแวตมาที่กรมสรรพากร ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดการใช้เงินสด (อีเพย์เมนต์) เป็นประโยชน์ต่อการเก็บภาษีในอนาคต เงินที่เสียไปเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ยิ่งกว่าคุ้ม สิ่งที่อยากเห็นคือระบบภาษีเชื่อมกันทั้งหมด จากปัจจุบันผู้ประกอบการต้องยื่นภาษีเข้ามาให้กรมสรรพากร ทำให้เกิดการทุจริต เช่น คนที่รูดซื้อสินค้าไม่รับใบเสร็จ ไม่ขอใบกำกับภาษี ร้านค้ารวบรวมแวตเอาไปขายช่วงสิ้นเดือน ซึ่งมีคนอยากซื้อเพราะคนหนีภาษีมาก กรมสรรพากรไปตามจับได้เป็นประจำ ช้อปตรุษจีนเป็นจุดเริ่มต้นการบันทึกข้อมูล ทำให้ระบบภาษีวิ่งเข้าไปที่สรรพากร ทำให้คนที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยมือถือ ต้องมาลงทะเบียนต้องยื่นบัตรประชาชนเพิ่ม เพราะการลงทะเบียนด้วยมือถือรับเงินจากรัฐบาลไม่ได้ ดังนั้น ช้อปตรุษจีนเป็นการซ่อมระบบพร้อมเพย์ ให้คนลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชนมากขึ้น

ในการดำเนินนโยบายอีเพย์เมนต์ถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่ง สามารถวางพื้นฐานได้ตามอย่างที่วางแผนไว้ เช่น โอนเงินไม่เสียค่าธรรมเนียม โดยในเรื่องอีเพย์เมนต์ยังสามารถต่อยอดไปเรื่อยๆ และรัฐบาลไม่ต้องลงทุนเลย ให้เอกชนช่วยลงทุนแทน ในอนาคตอยากเห็นอีเพย์เมนต์ภาษีอยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ถ้าทำได้ไทยจะมีระบบอีเพย์เมนต์ดีที่สุดในโลกรองจากนอร์เวย์ อย่างไรก็ตาม หากทำให้ภาษีเชื่อมกัน ทุกคนต้องเข้ามาอยู่ในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์

ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังพยายามออกกฎหมายเพื่อทำระบบภาษีและเอกสารทางธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่นักกฎหมายท้วงติงบอกว่าเรื่องนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล ทั้งที่ภาคเอกชนบอกว่าพร้อมที่จะทำจึงทำให้กฎหมายไม่สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้ ถ้ารัฐบาลใหม่เห็นว่าดีอาจจะผลักดันต่อได้

“ภาษีที่เชื่อมกันไม่ได้หมายความว่าทำให้ผู้เสียภาษีลำบากเพราะต้องเสียภาษี แต่จะเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกผู้เสียภาษีมากขึ้น เช่น สามารถขอคืนภาษีเร็วขึ้น จากขณะนี้หลายรายไม่ยอมขอคืนภาษี เพราะกลัวความยุ่งยากในการยื่นเอกสาร และกลัวการตรวจสอบจากกรมสรรพากร”

บทความก่อนหน้านี้‘แต้ว’ เตรียมควง ‘ต้น’ เที่ยวญี่ปุ่น-ยันปีนี้ยังไร้แพลนแต่ง (คลิป)
บทความถัดไปรองผู้ว่าฯ เผยยังไม่พบคู่กรณีชนแล้วหนี สั่งงดสอบปากคำน้องมิลค์แชมป์โดรนโลก เหตุต้องเตรียมซ้อมเเข่ง