วันที่ 9 พฤษภาคม เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ ห้องประชุมคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมเซนทารา แอนด์ คอนเวนท์ชั่นเซ็นเตอร์ จ.ขอนแก่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนา “เปิดยุทธศาสตร์ประชารัฐกับการขับเคลื่อนอีสานทศวรรษใหม่” ครั้งที่ 1 ปฏิรูปภาคการเกษตร สร้างเศรษฐกิจฐานรากอีสาน ซึ่งมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า ได้กำหนดจัดกิจกรรมขึ้นเพื่อระดมแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ท่ามกลางความสนใจจากภาคประชาชน ประชาสังคม รวมไปถึงผู้นำองค์กรภาคธุรกิจและเศรษฐกิจจากทั้ง 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมในการสัมมนาดังกล่าวกว่า 500 คน

นายสมคิด กล่าวว่า การรวมตัวกันของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมของภาคอีสานในการกำหนดจัดงานดังกล่าวเป็นพลังเครือข่ายประชารัฐที่ชัดเจนและสมบูรณ์แบบที่สุดที่ทุกภูมิภาคจะต้องร่วมมือกันแสดงพลังและร่วมกันเดินหน้าต่อไปให้ได้ ซึ่งการรวมตัวกันในลักษณะนี้จะต้องขยายให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของไทยเพื่อได้สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาประเทศและนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลนั้นได้ดำเนินการมาให้เกิดการบอกต่อและรับทราบถึงแนวที่จะดำเนินการร่วมกันต่อไป ซึ่งวันนี้ 20 จังหวัดภาคอีสานมีโอกาสและอนาคตที่สดใสมาก เหตุเพราะสภาพพื้นที่ที่มากที่สุดของประเทศ และมีจำนวนประชากรที่มากที่สุดในประเทศ จึงเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจเข้ามาลงทุน วันนี้มีกลุ่มธุรกิจจากจีน, เกาหลี และญี่ปุ่น มีการติดต่อทาบทามสนใจมาลงทุนอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนจะต้องเข้าไปหารือและกำหนดกรอบแนวทางการทำงานร่วมกัน ขณะเดียวกันแม้ภาพรวมเศรษฐกิจของภาคอีสานจะตกต่ำลง โดยเฉพาะราคาสินค้าภาคการเกษตรที่มูลค่าค้าขายชายแดนมากที่สุดในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าไทยและลาว ที่มากถึง 200,000 ล้านบาทและการเปิดประชาคมอาเซียนยังคงเป็นโอกาสที่ให้ทุกประเทศจ้องมองและสนใจเข้ามาลงทุนในภาคอีสานมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่แรงงานของภาคอีสานยังคงเป็นกำลังหลักที่สามารถพัฒนาและแสดงถึงศักยภาพของฝีมือแรงงานไทยได้อย่างดีที่สุด
“การเปิดอาเซียนเป็นสิ่งที่ภาคอีสานได้รับอย่างมาก โดยเฉพาะกับ 6 ประเทศตามลุ่มแม่น้ำโขง ที่จะสามารถเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้ แม้วันนี้จีนจะพยายามยกระดับและแสดงตัวว่าเป็นพี่ใหญ่เป็นนายทุนที่จะขอแซงหน้าญี่ปุ่น ซึ่งเดิมอาเซียนจะกู้ยืมเงินจากธนาคาร ADB วันนี้จีนขอทำหน้าที่เป็นธนาคารให้กับอาเซียนเรื่องนี้ก็มีการหารือและพูดคุยกัน ซึ่งรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์เองก็มีการที่จะจัดตั้งกองทุนและเริ่มดำเนินการแล้วในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ เพื่อให้อาเซียนมีกองทุนในการค้าขายได้อย่างอิสระไม่ผูกขาดกับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด โดยไทยขอเป็นแกนหลักที่สำคัญในการดำเนินการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวนี้ขึ้นมา” นายสมคิด กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่ออีกว่า 6 เดือนของการเข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้ยินคำพูดของหลายคนที่ระบุว่ารัฐบาลไม่ช่วยชาวไร่ชาวนา แต่เมื่อหากมองถึงการทำงานที่สร้างฐานรากให้ยั่งยืนแล้วนั้นจะเห็นว่าการอนุมัติงบประมาณนั้นเป็นไปตามความต้องการและได้ผลอย่างตรงจุด ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าไม่แฟร์หากจะถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้ เพราะการสร้างฐานรากให้กับชุมชนหมู่บ้านมีการดำเนินการร่วมกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติให้ ธ.ก.ส.ดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 SMEs ซึ่งขณะนี้มีการอนุมัติงบประมาณไปกว่า 10,000 ล้านบาทได้สร้างผู้นำที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อย่างชัดเจนมีการต่อยอดนำผลิตผลทางการเกษตรหรือผลผลิตที่เกิดขึ้นในชุมชนมาเข้าสู่กระบวนการแปรรูปหรือช่องทางการตลาดสมัยใหม่ ขณะที่การดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้มีผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนและเป็นไปตามการพัฒนาตามความต้องการของประชาชน ทั้งเงินกองทุนหมู่บ้าน ภาพรวมทั้งประเทศ 60,000 ล้านบาท ตามด้วย

“การลงทุนในโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท และการสนับสนุนโครงการประชารัฐเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นหนักไปในฐานราก อีกโครงการละ 1 ล้านบาท ที่ไม่ได้เป็นการไปสร้างถนนแต่เป็นการไปสร้างฝายเก็บน้ำ การสร้างยุ้งฉางเก็บผลผลิต ซึ่งถือเป็นการก่อสร้างที่เป็นไปตามความต้องการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากในชุมชน อย่างไรก็ตาม เตรียมประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทย ในการพยายามแกะเงินสะสมของ ท้องถิ่นที่มีอยู่กว่า 60,000 ล้านบาทเพื่อจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ภาพรวมทั้งประเทศสำหรับการกระตุ้นสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่รัฐบาลจะกระตุ้นสภาพคล่องในระดับชุมชนได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย” นายสมคิด กล่าว

