หน้าแรก เศรษฐกิจ สทนช.เปิดศูนย...

สทนช.เปิดศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราววิกฤตที่สุราษฎร์ฯ

3.01.19 | 14:53 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อเปิดศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดจากอิทธิพลพายุโซนร้อน ปาบึก ร่วมกับนายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 โดยในวันนี้ได้มีการประชุมวีโอคอล ไปยังสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดเพื่อรายงานการเตรียมความพร้อมรับมือด้วย

นายสำเริง กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ได้คาดการณ์ทิศทางของพายุโซนร้อน ปาบึก ปัจจุบันยังอยู่ในทะเลจีนใต้ บริเวณปลายแหลมญวณ ความเร็วประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะเคลื่อนตัวมาถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในคืนวันที่ 4 มกราคม 2562 ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 4-5 มกราคม 2562 และคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณฝนตกในพื้นที่ประมาณ 200-300 มิลลิเมตรต่อวันอย่างแน่นอน

“ สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างคือ อิทธิพลของพายุจะทำให้มีคลื่นสูงถึงประมาณ 3 เมตร บริเวณเกาะสมุย ซึ่งอยู่ในแนวที่พายุเคลื่อนผ่าน และบริเวณอ่าวปิดในพื้นที่อำเภอพุนพิน ท่าฉาง และไชยา คาดการณ์ว่าระดับน้ำจะสูงถึงประมาณ 4 เมตร ซึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ประกาศแจ้งงดการเดินเรือในทะเลตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 3 มกราคม เป็นต้นไป ในส่วนของเรือโดยสารไปเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ผู้ประกอบการเรือโดยสารได้ติดตามสถานการณ์รายชั่วโมง เพื่อประเมินการให้บริการ นอกจากนั้น จังหวัดยังได้มอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมรับสถานการณ์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วนแล้ว”

นายสำเริง กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ เขื่อนขนาดใหญ่ที่น้ำมากกว่า 80% ของความจุ ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน 86% จังหวัดเพชรบุรี มีปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 1.02 ล้านลูกบาศก์เมตร ระบาย 1.30 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนปราณบุรี 90% จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 3.17 ล้านลูกบาศก์เมตร ออก 9.23 ล้านลูกบาศก์เมตร และ เขื่อนรัชชประภา 83% จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 1.31 ล้านลูกบาศก์เมตร ระบาย 1.30 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยสทนช. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เร่งพร่องน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกเพิ่มในระยะต่อไป

นายสำเริง กล่าวว่า ในส่วนของการเตรียมการเผชิญเหตุ กรมชลประทานและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือไปติดตั้งในทุกพื้นที่ทั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด รถ รถแทรกเตอร์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องผลิตน้ำดื่ม รถกู้ภัย และการจัดเตรียมถุงยังชีพ อีกทั้งประสานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติจะได้มีการประชุม วิเคราะห์ ติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อวางแผนเผชิญเหตุและให้ความช่วยเหลือประชาชน เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (4 มกราคม 2562) เป็นวันแรก จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำและการคาดการณ์แบบเรียลไทม์ได้ที่เว็บไซต์ http://waterinfo.onwr.go.th/thaiwater30/