หน้าแรก เศรษฐกิจ CAZพร้อมเทรดใ...

CAZพร้อมเทรดในตลาดหลักทรัพย์ ไอพีโอ 3.90 บาท

4.01.19 | 13:28 น.

นายซุง ซิก ฮอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี เอ แซด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CAZ เปิดเผยภายในพิธีลงนามแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น (Lead underwriter) พร้อมด้วยผู้ร่วมจัดจำหน่าย และรับประกันการจัดจำหน่าย (Co-Underwriter) อีก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทฯในการแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติให้ดำเนินการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก ซึ่งหมายถึงความพร้อมในการระดมทุนเพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ

นายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมสายงานวาณิชธนกิจ-ด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีฯ กล่าวว่า สำหรับการเสนอขายหุ้น CAZ จำนวน 80 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาท จะเสนอขายในราคา (ไอพีโอ) 3.90 บาทต่อหุ้น และแบ่งการเสนอขายเป็น 2 ช่วงเวลา โดยจะเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น ในช่วง 8-10 มกราคม 2562 และจะเปิดขายให้ประชาชนทั่วไปในช่วงวันที่ 11-15 มกราคม 2562 ซึ่งคาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2562 นี้ พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่าหุ้นน้องใหม่นี้จะเป็นไปในทิศทางที่ดีแน่นอน

นางสาวนิตา ตรีวีรานุวัฒน์ กรรมการบริษัท บริษัท ซี เอ แซดฯ กล่าวว่า วางแผนการระดมทุนของบริษัทในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มความศักยภาพการรับงานในอนาคต โดยจะใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันแก่ธนาคารและการลงทุน เพื่อซื้ออุปกรณ์ในการประกอบธุรกิจและการพัฒนาด้านไอที และการระดมทุนครั้งนี้ยังช่วยให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทลดลง ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มช่องทางในการจัดหาเงินทุนมากขึ้นในอนาคต และส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

“สำหรับการกำหนดราคาที่เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะไม่ใช่ราคาที่สูงที่สุด แต่เรามั่นใจว่าเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้จะอยู่ที่ 312 ล้านบาท จะเพียงพอต่อการขยายธุรกิจและสามารถรองรับงานในอนาคตได้อย่างแน่นอน เนื่องจากต้องคำนึงถึงภาวะตลาดหุ้นไทยและกระแสหุ้นในปัจจุบัน ที่ได้รับปัจจัยกดดันทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุนแน่นอน เพราะบริษัทฯมีพื้นฐานที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง จากงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ราว 2.8 พันล้านบาทในเดือนกันยายน 2561 และนอกจากนี้ลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และบริษัทในเครือเป็นหลัก ซึ่งในปี 2562 จะมีการลงทุนรวมกันหลักแสนล้านบาท ทำให้เรามีงานรองรับในอนาคตเยอะมาก”นางสาวนิตา กล่าว