นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือนพายุโซนร้อน ปาบึก บริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65-75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านแหลมญวน และเคลื่อนลงอ่าวไทย ซึ่งทำให้ในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2562 มีฝนตกเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 16 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง สตูล เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต แล้วจะเคลื่อนตัวออกกสู่ทะเล อันดามันในวันที่ 6 มกราคม 2562 นั้น ทางกรมชลประทาน ได้ดำเนินการพร่องน้ำทั้งในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำต่างๆ ไว้ล่วงหน้าก่อนนี้แล้ว เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ โดยได้พิจารณาจากสถิติน้ำไหลลงอ่างฯในช่วงเกิดพายุและการคาดการณ์ปริมาณฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา แล้วนำมาเปรียบเทียบ เพื่อกำหนดช่องว่างของอ่างเก็บน้ำที่เหมาะสม ตามปริมาณน้ำที่คาดว่าจะไหลลงอ่างเก็บน้ำ นอกจากนี้ ยังได้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งดูแลอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ให้พร่องน้ำในอ่างฯ และลำน้ำท้ายอ่างฯ เพื่อให้สามารถระบายน้ำจากฝนที่ตกลงมาได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
“ในส่วนของการพร่องน้ำในเขื่อน ทางกรมชลประทานได้มีการเตรียมการตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2561 ซึ่งในปัจจุบัน จากการประเมินน้ำฝนที่จะตกในช่วงที่มีพายุปาบึก คาดว่าจะมีปริมาณน้ำฝนไหลเข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณ 300 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่สูงมากเพราะเป็นจำนวนฝนสะสมจากปลายน้ำ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในพื้นที่ที่ประสบภัยจะมีน้ำท่วมขังประมาณ 3-5 วัน และหลังจากที่พายุสงบ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการจัดการสถานการณ์น้ำให้เป็นปกติ ภายใน 1 สัปดาห์” นายทองเปลวกล่าว
นายทองเปลว กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ทั้งส่วนกลางและระดับพื้นที่ในเขตภาคใต้ทั้งหมด ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ ทิศทางและความรุนแรงของพายุโซนร้อน ปาบึก รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ตลอด 24 ชั่วโมง เบื้องต้นได้สั่งการให้นำเครื่องจักร เครื่องมือไปติดตั้งในทุกพื้นที่ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด รถแทรกเตอร์ และรถบรรทุกขนาดใหญ่ เป็นต้น เพื่อลดผลกระทบจากอิทธิพลของพายุปาบึกให้เหลือน้อยที่สุด
นายทองเปลวกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จากการจัดทำแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าพบว่า ใน 16 จังหวัดภาคใต้มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินโคลนถล่ม 1,031 แห่ง ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังในเขตชลประทานมี 75 จุด ซึ่งก่อนหน้านี้มีอุปสรรคในการระบายน้ำได้แก่ มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ เส้นทางระบายน้ำแคบ โดยได้มีการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำออกไปแล้ว รวมทั้งการขุดลอกลำน้ำ การขุดเจาะทำคลองลัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำครบทุกจุด อีกทั้ง ยังนำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่และเครื่องผลักดันน้ำไปเสริมเพื่อเร่งการระบายน้ำ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

