นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 4 มกราคม โดยเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2562 จำนวน 2 แสนล้านบาท ตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ 4.5 แสนล้านบาท เท่ากับปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งงบประมาณขาดดุลระดับ 4.5 แสนล้านบาทนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีงบ 2561 โดยในปีงบ 2563 สามารถตั้งงบรายจ่ายมากขึ้น แต่ขาดดุลเท่าเดิม เนื่องจากกระทรวงการคลังสามารถจัดเก็บรายได้มากขึ้น
“การจัดทำงบประมาณดังกล่าวอยู่ภายใต้ประมาณการณเศรษฐกิจโต 4% โดย 3 กรมภาษี คือกรมสรรพากร ศุลกากร และกรมสรรพสามิต ยืนยันแล้วว่าสามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีใดๆ จึงทำให้สามารถตั้งงบประมาณขาดดุลเท่าเดิมทั้งที่งบรายจ่ายมากขึ้น”นายประสงค์กล่าว
นายประสงค์กล่าวว่า งบประมาณเพิ่มขึ้น ถูกนำมาใช้เงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ล่าสุดกำหนดงบลงทุนไว้ถึง 21-23% ของงบประมาณรายจ่าย เพิ่มจากในอดีตมีสัดส่วนงบลงทุนเพียง 17-18% ซึ่งไทยยังจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลเนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเมินว่างบประมาณใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสูงสุดในปี 2565-2566 ดังนั้นการขาดดุลในช่วงนั้นอาจจะสูงกว่าในขณะนี้ แต่ขาดดุลเป็นเท่าใดนั้นคงต้องมาหารือร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในแต่ละปีอีกครั้ง
“การขาดดุลทำให้ต้องกู้มากขึ้นไม่กระทบต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับ 41% ยังต่ำกว่ากรอบวินัยทางการเงินการคลัง กำหนดไว้ 60% โดยการทำงบขาดดุลดังกล่าวไม่กระทบต่อแผนงบสมดุลที่กระทรวงการคลังตั้งไว้ในปี 2573”นายประสงค์กล่าว

