หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สมคิด’ เตือน...

‘สมคิด’ เตือน3ปัจจัยท้าทายกระทบจีดีพี อวยพรให้เป็นปีหมูทอง

7.01.19 | 17:04 น.

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในสัมมนา “Krungthai Next – Thailand Economic Challanges 2019”จัดโดยธนาคารกรุงไทย ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ว่า ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอย่างไร เพราะการเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งปีหมูทองนี้ จะเป็นหน้าที่รัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น จะขอพูดกลาง ๆ ในฐานะคนทำงานในมุมมองที่มองไปข้างหน้า โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการประชุมพิจารณางบประมาณประจำปี 2563 สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในปี 2561 คาดเติบโต 4.0-4.2% ถ้าตัวเลขเดือนธันวาคมออกมาดี การเบิกจ่ายดีมีโอกาสที่อัตราการขยายตัวเศรฐกิจ(จีดีพี) จะขยายได้ถึง 4.2% ได้ ซึ่งน่ายินดีว่าตัวเลขล่าสุดการลงทุนเงินทะลุเป้าหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เพิ่ม 100% ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นแล้วในจังหวัดสำคัญ ยังเหลือปัจจัยราคาสินค้าเกษตรที่ยังตกต่ำ โดยกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ และต้องทำงานหนัก โดยรวมแล้วเศรษฐกิจถือว่าไปดีได้ตามเป้าหมาย แต่ยังเหลือปัญหารากหญ้า
ที่ต้องแก้ไข

นายสมคิด กล่าวว่า ถ้ามองไปในอนาคตมีข้อสังเกต 3 มิติที่ท้าทายประเทศไทย มิติแรก ได้แก่ ปีนี้เป็นปีที่จะมีความไม่แน่นอนสูง บรรยากาศอึมครึมและชี้ชัดลำบาก เพราะปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับประเทศไทย โดยเฉพาะตั้งแต่ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง เพราะที่สร้างความไม่แน่นอนสูง เพราะสไลต์มาจากเอกชน อย่างนโยบายต่างประเทศที่ต้องละเอียดอ่อนแต่ทรัมป์สามารถตัดสินใจเร็วเหมือนต่อรองธุรกิจ จะปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลชั่วคราว(ชัตดาวน์) ก็ชัตดาวน์ได้

นายสมคิด กล่าวว่า  นโยบายสหรัฐมาก่อนเป็นเรื่องที่ไม่เคยเห็นเพื่อประโยชน์สหรัฐ เป็นการกลับหัวนโยบายที่เคยทำมาในอดีต แม้ว่าฐานะของสหรัฐค่อย ๆ อ่อนลงแต่อิทธิพลสูงมากต่อโลก ที่เขาเน้นตัวเอง เขาผิดหรือไม่เราตอบแทนเขาไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น จ้างงานเพิ่ม จีดีพีพุ่ง แต่การที่ตัดสินใจเร็วเกินไปและสร้างความขัดแย้งสงครามการค้ากับจีน ทุกประเทศโดนผลกระทบหมด นักธุรกิจก็ไม่ชอบ เพราะความเสี่ยงมีเยอะ ซึ่งประเทศที่มีการส่งออกมาก เช่น สิงคโปร์ ไทย ไต้หวัน ฮ่องกง ได้รับผลกระทบเยอะมาก ของไทยสะท้อนจากการส่งออกจากบวกกลายเป็นติดลบปริ่มน้ำ โดยการส่งออกไทยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดหุ้นผันผวนและแย่ลงแย่สุดตั้งแต่ปี 2551 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ความั่งคั่งคนลดลง และไม่อยากจับจ่าย

นายสมคิด กล่าวว่า มิติที่สอง แม้มองไปข้างหน้าไม่ชัดเจนแต่โอกาสมีสูงมาก ขณะนี้ไทยสามารถผนึกกับจีนและญี่ปุ่น โดยจีนมีนโยบายเบลด์แอนด์โรดเชื่อมายังไทย ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานลงทุนหลัก ล่าสุดทั้งสองประเทศมีนโยบายเป้าหมายลงทุนในประเทสที่สาม และไทยเป็นเป้าหมาย ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน เราโดดเด่ดและตัวเลขจีดีพีขยายตัวต่อเนื่องช่วงที่ผ่านมา โอกาสอยู่ข้างหน้าแล้วหากไทยสามารถร่างมาสเตอร์แพลนเชื่อมซีแอลเอ็มวี(กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ก็จะเป็นประโยชน์กับภูมิภาค ถ้าไม่ทำอะไร แม้โอกาสสูงมากแต่คู่แข่งก็มี โดยเฉพาะเวียดนามที่มาแรงมาก และมาเลเซีย ถ้าไทยไม่ปรับตัว การลงทุนต่างประเทศและการลงทุนของนักธุรกิจไทยเลี้ยวไปประเทศอื่นแน่นอน นอกจากนี้ ยังต้องมีการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทุกภาคส่วน ทั้งการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการค้าขายออนไลน์ รวมทั้งต้องมีการเชื่อมโยงกันเพื่อกระจายรายได้ เช่น การคมนาคมต้องเชื่อมไปสู่การท่องเที่ยวได้ รถไฟเชื่อมโยงเมือง การประชุมคจร. มีแผนจะเชื่อมคมนาคมสายย่อยไปสู่ต่างจังหวัด เมื่อสัญจรไปมาได้ นักท่องเที่ยวไปถึง ชุมชนก็จะพัฒนาการท่องเที่ยว โดยงบประมาณปี 2563 เป็นงบท้องถิ่นราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้ท้องถิ่นบริหารแบบอิสระถ้าเชื่อมโยงกันได้ความเจริญก้าวหน้าเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจและทำร่วมมือกัน ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือจุนเจือสวัสดิการคนจน ภาคเกษตรกรทำได้ระยะสั้น แต่หัวใจต้องเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปต้องเกิดขึ้น ข้าราชการเข้าใจจริงจัง ของพวกนี้เหนือยแสนสาหัญ เป็นการเหนื่อยใจ เรื่องการที่ให้ร่วมมือร่วมใจกัน

“ในช่วงที่เหลืออีก 5 เดือน รัฐบาลต้องสานต่อโครงการลงทุน สสนามบิน เมืองการบิน ท่าเรือแหลมฉบัง มาบตาพุด สำหรับทางภาคใต้เรารู้ลำบาก แต่ถ้าอาศัยยาง ปาล์ม อย่างเดียวไม่ได้ จะมีการพัฒนารถไฟรางคู่ใต้ ที่จะเชื่อมอีอีซีลงไปถึงชุมพร ระนอง ออกไปสู่อันดามัน อ่าวไทย คาดว่าจะเกิดการท่องเที่ยวริมชายฝั่งมากเกิดขึ้น การจ้างเกิดงาน ขณะนี้จะให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ พิจารณาเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศาภาคใต้ รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น ด้านอุตสาหกรรมเป้าหมายก้ต้องดำเนินการเพราะเป็นอนาคต ต้องสร้างผู้ประกอบการใหม่ ๆ ต้องสร้างสตาร์ทอัพใหม่ขึ้นมา” นายสมคิด กล่าว

Advertisement

นายสมคิด กล่าวว่า มิติที่สาม ปีนี้มีการเลือกตั้งแน่นอน แต่คนมักคิดว่าเมื่อไรที่มีรัฐบาลผสมประเทศจะเดินหน้าลำบากซึ่งเป็นกรอบความคิดเดิม เพราะประเทศไทยไม่มีเวลาแล้ว สำหรับปีนี้และปีหน้าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก ถ้าสามารถขับเคลื่อนต่อเนื่อง ทันทีที่หมดครึ่งปีคาดว่าสถานการณ์โลกน่าจะมีทิศทางจะดีขึ้น เพราะสหรัฐและจีนจะสู้กันตลอดไม่ได้เพราะต่างฝ่ายต่างเจ็บตัวคาดว่าจะเจรจากันได้ ทั้งนี้ สิ้นปีนี้ความชัดเจนรัฐบาลใหม่ของไทยจะออกมา สถาณการณืทั้งโลกและไทยชัดเจนขึ้น ดังนั้น เราอย่ามัวทะเลาะกัน ไม่มีใครชนะและประเทศเสียหาย เราต้องทำความไม่แน่นอนที่คนมองเปลี่ยนให้เป็นความแน่นอน ต้องช่วยกัน ถ้าคิดไม่ได้อย่าเป็นนักการเมือง ต้องคิดว่าข้างหน้าจะร่วมกันพัฒนาประเทศอย่างไร ต้องยึดสังคมและประเทศชาติต้องมาก่อนพรรค และต้องหาคนดีมาทำงานไม่ใช่จับจองพื้นที่ในสภาเท่านั้น

“ไทยเจอสองเด้งทั้งความไม่แน่นอนภายนอก และเจอเด้งที่สองเพราะจะมีการเลือกตั้ง กำหนดการเรารู้ว่าเกิดขึ้นภายในครึ่งปีแรก แต่ใครจะมาเป็นรัฐบาล นโยบายต่อเนื่องหรือไม่ ยังไม่ชัด ซึ่งนักลงทุนต่างชาติและเอกชนไทยต้องดูสถานการณ์ ปีนี้ความไม่แน่นอน แต่จะดีมาก ดีน้อย หรือไม่ดี ขึ้นอยู่รัฐบาลหน้าดูแลต่อไป รัฐบาลนี้ประคองเศรษฐกิจให้ดีถึงวันส่งมอบไม้ต่อ ทั้งนี้ ฝากรัฐมนตรี และฝากพรรคต่าง ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ เพราะผมไม่รู้ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่ทุกคนก็อายุไม่น้อย 40-50 ปีแล้ว ทั้งนั้น ต้องเอาอย่างคนรุ่นเก่า นำหนุ่มสาวเข้ามาทำงาน ทั้งนี้ ปีใหม่แล้วไม่ขอพูดมาก ขอให้สามัคคคี และพิสูจน์ให้ชาวโลกเห็น แม้ว่าไทยจะมีรัฐบาลผสม แต่ต้องทำให้เป็นรัฐบาลร่วมที่ทำเพื่อชาติ สร้างโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เชื่อว่าเราไม่เป็นรองใครในอาเซียน แต่ปีนี้เราเป็นประธานอาเซียน ไม่อยากให้ซ้ำรอย 10 ปีก่อน ประเทศทีมีคววามวุ่นวายเป็นประธานอาเซียนได้ไหมให้ลองคิดดู ปีนี้จะต้องเอาเรือรบ เอาเฮลิคอปเตอร์มารอรับผู้นำอาเซียนอีกหรือไม่ ขณะนี้โลกพัฒนาแล้ว ไทยต้องพัฒนาบ้าง สุดท้ายนี้ ปีใหม่นี้ก็ขออวยพรพรให้ปีนี้เป็นหมู หมูทอง อะไร ๆ หมู” นายสมคิด กล่าว

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน