นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในงานสัมมนา “Krungthai Next-Thailand Economic Challanges 2019” จัดโดยธนาคารกรุงไทย ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในด้านเศรษฐกิจที่ถือได้ว่า พร้อมมากที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ มีความเข้มแข็งและความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้และอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลในอนาคตจะต้องดูแลต่อไป โดยต้องมองยาวไปในอนาคต สิ่งสำคัญที่เห็นคือ การต้องมองให้เห็นว่า สิ่งที่จะเป็นปัจจัยในอนาคต ที่จะมีส่วนกำหนดทิศทางของประเทศไทย ความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทยทั้งหมดคืออะไร ซึ่งคงหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี
“การเกิดดิสรับชั่นหรือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ซึ่งไม่ได้อยู่แต่ในภาคอุตสาหกรรม แต่อยู่ในหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้แนวทางการทำธุรกิจแบบเดิมเปลี่ยนแปลงไป โดยประเทศไทยต้องหาวิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายนอกให้ได้ดีที่สุด และการสร้างความสามารถใหม่ให้ประเทศไทย เพื่อให้มีจุดยืนในเวทีโลกอย่างมั่นคง เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีการพัฒนามาเรื่อยๆก็จริง แต่ก็ยังไม่มั่นคง ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกิดขึ้น “ นายอุตตม กล่าว
นายอุตตม กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเวลาที่ต้องจัดการเรื่องของใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยเรื่องดิสรับชั่นเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย หากเราไม่ใช่ให้เป็นโอกาส แต่ใช้เป็นเรื่องของความท้าทายอย่างเดียว เราจะเหนื่อยกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้ โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การบรรเทาแก้ไขปัญหาสะสม ในเรื่องความเหลื่อมล้ำ ปัญหาเรื่องปากท้อง รายได้ และโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน สิ่งที่คนไทยควรจะมี เอาแค่สิ่งที่จะทำให้คนไทยสามารถอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน หากสิ่งเหล่านี้ยังไม่มี สิ่งอื่นก็ไม่ต้องถามหาแล้ว เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องทำมาหากิน โดยความเหลื่อมล้ำมีผลต่อเศรษฐกิจ ไม่ใช่มีผลทางสังคมเท่านั้น ทำให้เศรษฐกิจขาดความสมดุล ความแข็งแกร่งไปไม่สุด ทำให้ต้องใช้ของเดิมๆหากิน มีการขยายการลงทุนก็ทำเพื่อทดแทนเครื่องมือเก่า แต่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่มีไม่มาก ตัวเลขการลงทุนเทคโนโลยีใหม่อาจดูโตขึ้น แต่ข้างในไม่ได้โตตาม เพราะส่วนมาเป็นการลงทุนเพื่อทดแทนเครื่องจักร แต่การลงทุนเรื่องเทคโนโลยีใหม่เลยมีสัดส่วนไม่มาก โดยภาคเกษตรของไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ทำให้พอมีอะไรเกิดขึ้น จะกระทบกับภาคส่วนนี้ได้มาก ทำให้ต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดช่อฃว่างที่ใหญ่ขึ้น และแก้ไขได้ยากกว่าเดิม
นายอุตตม กล่าวว่า เรื่องต่อมาคือ โครงสร้างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ต้องมีการเร่งปรับเปลี่ยนด้วย เพราะมีผลต่อคุณภาพชีวิต และการดำรงชีวิตของคนไทยในอนาคต การแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน รัฐบาลเริ่มดำเนินการเรื่องนี้แล้ว และต้องดำเนินการต่อไป โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข็งขัน เป็นความสามารถที่แท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับเวทีโลกให้ได้ ซึ่งตรงนี้ไทยเองต้องหันมาถามตนเอง ว่าประเทศไทยมีจุดแข็งจริงๆ ตรงไหน ภาคเกษตรเป็นจุดแข็งจริงๆ หรือไม่ ไทยมีพื้นที่ปลูกพืชเกษตรใหญ่มาก มีความสามารถในการส่งออกสูง
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า แต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่มีการหาวิธีทำให้ภาคการเกษตรเป็นจุดแข็งที่แท้จริงได้ ต่อมาเป็นภาคท่องเที่ยว ซึ่งจะต้องหาทางทำให้การท่องเที่ยวของไทยเป็นจุดแข็ง และยั่งยืนในอนาคตให้ได้ โดยไทยต้องหาวิธีว่าจะใช้สิ่งเหล่านี้มาสร้างความแตกต่างให้กับประเทศไทยได้อย่างไร แล้วจะแตกต่างได้อย่างไร ซึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เราจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร อาทิ 5จี ที่กำลังจะเข้ามา เราจะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร สิ่งที่จะตามมาก็คือคน จะทำอย่างไรให้คนสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้คล่องตัวและเข้าใจมากขึ้น
“ตลาดโลกในอนาคตมีแต่จะผันผวนมากขึ้น ไม่มีลดลงแน่นอน หากเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี และเราทำได้จริงก็จะเกิดความยั่งยืน เพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องไปขับเคลื่อนความเจิญเติบโต สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศไทย ซึ่งก็มีหลายอย่างที่เราดำเนินการไปแล้ว และจะดำดนินการต่อไป โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ เพราะที่ผ่านมาเราวางแผนในเชิงปฎิบัติร่วมกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แผนโครงการเหล่านั้น สามารถทำได้จริง ไม่ใช่แผนที่วางไว้บนหิ่ง แต่ทำจริงไม่ได้”นายอุตตม กล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


