“PBIC” ชี้แนวโน้มต่างชาติลงทุนไทยเพิ่ม ปี61 ตัวเลขเอฟดีไอเพิ่ม 400% อานิสงส์เทรดวอร์

8.01.19 | 13:33 น.

ดร.มณฑินี ธีระมังคลานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรจีนศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Pridi Banomyong International College: PBIC) กล่าวว่า รายงานการลงทุนโลก ประจำปี 2561 พบว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ((Foreign Direct Investment: FDI) หรือเอฟดีไอที่เข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นแตะ 400% ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนที่เข้าเพิ่มขึ้นจากสหภาพยุโรป(อียู) ญี่ปุ่น และอาเซียน และมีแนวโน้มที่การลงทุนจะยังหลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่องในปีนี้ จากผลกระทบของสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังไทยมากขึ้น และช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ให้กับประชากรไทยด้วย

ดร.มณฑินี กล่าวว่า จากข้อมูลงานวิจัยเรื่องผลกระทบของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ)ต่อความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ในประเทศไทย” ระบุว่าเอฟดีไอคือปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทยได้มากขึ้น และมีผลอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นประเทศไทยควรคว้าโอกาสนี้ที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสในการทำงานของคนในประเทศ การได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน ทั้งนี้มี 5 ปัจจัยที่ต้องรู้ ได้แก่

1.จับตาผลเทรดวอร์ที่ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหันมาสนใจลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งแนวโน้มสงครามการค้ามีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงหลังการเจรจาสงบศึกทางการค้าในเวทีการประชุมจี 20 ที่เพิ่งผ่านมา ดังนั้น ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยควรจับตาผลการเจรจาและท่าทีของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือกับนโยบายการค้าต่างๆที่เกิดขึ้นตามมาหลังการเจรจา

2.ภาคบริการไทย ถูกใจทุนต่างชาติ ในบรรดาภาคการลงทุนของไทยทั้ง 3 ภาค ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคการผลิต และภาคบริการ ส่วนที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจได้สูงสุด และยังเป็นที่หมายตาของนักลงทุนต่างชาติก็คือภาคบริการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ประเทศไทยและที่ผ่านมาสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อย่างมหาศาล สิ่งที่ภาครัฐควรทำก็คือ เร่งสร้างแรงงานเพื่อตอบสนองการลงทุนจากต่างประเทศในภาคบริการ ผ่านการอบรมด้านวิชาชีพ หรือส่งเสริมการศึกษาที่สนับสนุนงานภาคบริการ อันเป็นการคว้าโอกาสที่ถูกทางจากนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาในอนาคต

3.ซึมซับเทคโนโลยีต่างชาติ พัฒนาธุรกิจไทย เพื่อต่อยอดการผลิตสินค้าและบริการไทย ลดต้นทุนและเวลาในการผลิต อีกทั้งเกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

Advertisement

4.โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นสูง รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) หากไทยเร่งพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคเหล่านี้ได้ทันท่วงที ก็มีโอกาสมากกว่าที่จะตอบสนองการลงทุนมูลค่ามหาศาลที่จะเข้ามาในอนาคต

5.รู้เขารู้เรา เอาใจนักลงทุน สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติพิจารณาก่อนตัดสินใจทุ่มการลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแค่ปัจจัยความพร้อมทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่สิ่งที่นักลงทุนพิจารณามากไปกว่านั้นก็คือความรู้และความเข้าใจของประเทศเจ้าบ้าน ตลอดจนบริบทและวัฒนธรรมทางการค้าของประเทศผู้มาลงทุน เช่น ภาษา วัฒนธรรม ระเบียบ และการเจรจาทางการค้าของประเทศนั้นๆ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบที่ไทยจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศไว้ในประเทศไทยได้ในระยะยาว

ดร.มณฑินี กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของเอฟดีไอยังต้องการแรงงานทักษะ หรือทุนมนุษย์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นการเสริมสร้างทุนมนุษย์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดการจ้างงงานและการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น ไทยจำเป็นต้องเร่งผลิตทุนมนุษย์เพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานจากการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งต้องการแรงงานที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน