นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งโรงงานผลิต และประกอบรถไฟในประเทศไทยว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายดำเนินการตามแผนแม่บทการคมนาคมขนส่งทางราง ทั้งโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 สายทางทั่วกรุงเทพและปริมณฑล โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กำกับดูแลการให้บริการ จะต้องใช้ขบวนรถ ตู้รถไฟ อะไหล่ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องในปริมาณที่มาก ดังนั้นรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมจึงมีแนวนโยบายที่จะให้มีการจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะมีการผลิต ประกอบรถไฟในประเทศแล้ว ในอนาคตโรงงานผลิตในไทยก็สามารถส่งออกรถไฟฟ้าไปสู่ประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวีได้ด้วย
นายไพรินทร์ กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟ รถไฟฟ้า ควรอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสามารถจัดตั้งโรงงานผลิตได้ไม่เกิน 2-3 ปีนี้หรือจัดตั้งได้ในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเหมาะสม รองรับการเติบโตของการลงทุนรถไฟ รถไฟฟ้า ของภาครัฐ เบื้องต้นพบว่าสามารถจัดตั้งโรงงานได้ก่อน 1 โรงงาน รองรับกำลังการสั่งผลิตไม่น้อยกว่า 300 ตู้/ปี และจากการศึกษา พบว่าสามารถตั้งโรงงานในไทยได้สูงสุด 3 โรงงาน มียอดการผลิตรวมสูงกว่า 900 ตู้/ปีในปี 2570 ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีโรงงานผลิต ประกอบ รถไฟ 5 โรงงาน
“ที่ต้องตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในไทย เนื่องจากผลการศึกษาและจากปัญหาของการให้บริการรถไฟ และรถไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านๆมาพบว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับระบบราง รถไฟ รถไฟฟ้า หรือระบบอาณัติสัญญาณ จะต้องใช้ระยะเวลานานในการเข้ามาแก้ไขปัญหา บุคลากรคนไทยไม่สามารถซ่อมแซมได้ทันทีภายใน 2-3 ชั่วโมง หลังจากเกิดเหตุการณ์ จนบางครั้งต้องรออะไหล่จากต่างประเทศ หรือโรงงานผู้ผลิต กว่าจะเดินทางมายังประเทศไทยต้องใช้เวลากว่า 2-3 วัน”นายไพรินทร์กล่าว
นายไพรินทร์ กล่าวว่า หากจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในไทยได้สำเร็จ จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้ารถไฟ รถไฟฟ้า อุปกรณ์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์จากต่างประเทศลงได้ 10 เท่า จากเดิมที่มีการนำเข้ากว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อมีโรงงานผลิต ประกอบในไทยจะลดการนำเข้าเหลือเพียง 6,000-7,000 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังลดค่าใช้จ่ายการซ่อม-บำรุงรักษา ได้อีกปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท
นายไพรินทร์ กล่าวว่า ทั้งนี้ยังเป็นการส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยได้มีความรู้ในการผลิต รวมทั้งจะช่วยเพิ่มการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมประกอบผลิตตัวรถได้อีกไม่น้อยกว่า 500 คน ช่วยลดการนำเข้าอะไหล่ ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟ รถไฟฟ้าได้อีกกว่า 3,000 รายการ จากเดิมต้องนำเข้ากว่า 7,000-10,000 รายการ รวมถึงจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถไฟในอาเซียนด้วย เหมือนที่ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของเอเชีย
นายไพรินทร์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี และเยอรมนี ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาขอจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในประเทศไทยแล้ว ส่วนขั้นในการดำเนินการจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟนั้น ในส่วนของกระทรวงคมนาคม คือ 1. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดตั้งกรมราง เพื่อให้เป็นมาตรฐานในการควบคุมระบบราง 2.กระทรวงคมนาคมร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน(กกร.)ช่วยกันพิจารณาออก พ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันวิจัยเทคโนโลยีระบบราง เพื่อเป็นคนกลางของการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระบบรางรถไฟในภูมิภาคอาเซียน

