นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึกส่งผลกระทบให้น้ำท่วมสวนส้มโอทับทิมสยามในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง ซึ่งมีพื้นที่ปลูกจำนวน 1,300 ไร่ เสียหาย 200 ไร่ และ อ.ปากพนัง มีพื้นที่ปลูกจำนวน 2,800 ไร่ เสียหาย 1,600 ไร่ รวมพื้นที่สวนส้มโอทับทิมสยามจากทั้ง 2 อำเภอที่เสียหายจากน้ำท่วมทั้งหมดจำนวน 1,800 ไร่ ได้สั่งการให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหน่วยงานในพื้นที่ของกรมวิชาการเกษตรเข้าไปตรวจสอบความเสียหายและให้คำแนะนำวิธีการฟื้นฟูสวนส้มโอให้กลับคืนสภาพเดิมโดยเร็วที่สุดแก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน
นางสาวเสริมสุขกล่าวว่า ปัญหาที่พบหลังจากน้ำลด คือ ต้นส้มโออาจเกิดปัญหารากเน่าและโคนเน่า ดังนั้น เมื่อดินแห้งควรพรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้รากพืชจะช่วยให้รากแตกใหม่ได้ดีขึ้น เป็นการปรับปรุงสภาพของดินให้มีความสมบูรณ์ และให้ตรวจดูแผลโรครากเน่าโคนเน่าบริเวณโคนต้น หากพบให้ถากเนื้อเยื่อที่เสียออกแล้วทาด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนแรกหลังน้ำลดห้ามใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราคาร์เบนดาซิม เพราะจะทำให้ใบแก่ร่วงเร็วก่อนอายุ และห้ามใช้สารควบคุมวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้า ควรใช้วิธีตัดหรือดายหญ้าแทน หากเกษตรกรต้องการให้ต้นส้มโอฟื้นตัวได้เร็วขึ้นแนะนำให้พ่นปุ๋ยทางใบหรือใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 20-20-20 หรือสูตร 21-21-21 ในอัตราตามคำแนะนำข้างฉลาก ฉีดพ่นทุก 10 วัน จนกระทั่งต้นแตกใบอ่อน
“ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามปากพนังเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ของประเทศไทย มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่น คือเนื้อผลหรือที่เรียกว่า กุ้ง มีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน และจำหน่ายได้ในราคาสูง ทำให้เกษตรกรเริ่มขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องเร่งฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด” นางสาวเสริมสุขกล่าว

