เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน อาคารจามจุรีสแควร์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการทำงานและการส่งเสริมการลงทุนในปี 2562 ให้กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ปีที่ผ่านมามีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,626 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 9.01 แสนล้านบาท สูงกว่าปี 2560 ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น 43% ทั้งนี้ยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 2561 มีมูลค่าสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7.2 แสนล้านบาท
นายสมคิดกล่าวว่า โดยโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุน ส่วนใหญ่กว่า 84% อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 7.58 แสนล้านบาท ทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (นิวเอสเคิร์ฟ) ประกอบด้วย อุตสาหกรรมดิจิทัล การแพทย์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติและอากาศยาน และอุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม ซึ่งใช้เงินลงทุนรวม 2.19 แสนล้านบาท
นายสมคิดกล่าวว่า และในช่วงไตรมาสสุดท้ายมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และกลุ่มยานยนต์หลายราย ยื่นขอรับส่งเสริมในกิจการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) ทำให้มูลค่าคำขอการลงทุนในปีที่ผ่านมาสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 25% ส่วนการขอรับส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีโคงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 422 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 6.84 แสนล้านบาท
นายสมคิดกล่าวว่า สิ่งที่มอบให้บีโอไอดำเนินการ ประกอบด้วย 1.การเตรียมการและเชื่อมยังกับพันธมิตร (พาร์ทเนอร์) ฮ่องกงในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และความร่วมมือด้านไซเบอร์พอร์ต 2.ให้บีโอไอและกระทรวงพาณิชย์หารือเพื่อผนึกกำลังและรองรับการลงทุน สืบเนื่องจากการประชุมจีน-ญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา จะไม่แข่งขันในเชิงไม่สร้างสรรค์แล้ว แต่จะหันมาลงทุนในประเทศที่ 3 ซึ่งไทยจะเป็นอันดับแรกที่ 2 ประเทศนี้สนใจ โดยล่าสุดองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กำลังประชุมร่วมกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เกี่ยวกับลู่ทางการลงทุนในไทยจะทำอย่างไรได้บ้าง 3.การจัดสัมมนาของบีโอไอ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2562 และ 4.เตรียมความพร้อมการโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นในเมืองใหม่ๆ เช่น คันไซ
“สำหรับเป้าคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2562 ตั้งไว้ที่ 7.5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2561 จากสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน อย่างไรก็ตามเราจะเน้นไปที่คุณภาพของนักลงทุนแทน และอยากให้บีโอไอสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำความเจริญในท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ และในปีนี้บีโอไอจะต้องมองว่ามีธุรกิจไหนที่สร้างความเจริญและช่วยพัฒนาท้องถิ่น ต้องสนับสนุนเป็นธุรกิจแรกๆ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับคมนาคมที่เชื่อมโยงการเดินทางไปยังเมืองรอง ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ในจังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานีและระนอง” นายสมคิดกล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


